“ทุกวันนี้อุตสาหกรมมของยาและการดูแลสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว“
บทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นภาพรวมตลาดยาไทยปี 2025 เพื่อเข้าใจทิศทางธุรกิจยาของประเทศไทยในอนาคต
เหมาะสำหรับ บุคลากรในวงการยา, ผู้ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ, นักการตลาดยา ที่มองหาโอกาสใหม่ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ ปรับตัว หรือมองหาช่องทางเติบโตใหม่ๆ
💊📝ภาพรวมตลาดยาไทยปี 2025 เป็นอย่างไร?
“สถานการณ์ปัจจุบัน ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศสูงถึง 65% ของตลาดยารวมทั้งหมด ในขณะที่การผลิตยาภายในประเทศมีสัดส่วนเพียง 35% เท่านั้น“
ยิ่งไปกว่านั้น ยาที่ผลิตในประเทศส่วนใหญ่ยังคงเป็น “Finish product” หรือไม่ก็เป็น “ยาสามัญ” ที่ผลิตตามสูตรยาเดิมของต่างประเทศที่หมดสิทธิบัตรไปแล้ว
ท่ามกลางความท้าทายนี้ ความต้องการใช้ยาภายในประเทศกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจาก
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราการเติบโต 7.5% ต่อปี และเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- กลุ่มผู้ป่วยโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งจากทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ความต้องการในตลาดยาเพิ่มขึ้นทุกปี
โดยมีการคาดการณ์ว่า ตลาดยาภายในประเทศจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6-7% ต่อปี ในช่วงปี 2568-2570 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าช่วงก่อนหน้าที่เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี
💊📈อุตสาหกรรมยาของประเทศไทย: โอกาสทองที่รอการเติบโต

อุตสาหกรรมยาของไทยกำลังพบกับโอกาสครั้งสำคัญในการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถ จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่น่าจับตามอง
1. ยาชีววัตถุและ Biosimilars: โอกาสในตลาดยาแห่งอนาคต
เทรนด์ยารักษาโรคสมัยใหม่กำลังมุ่งสู่ “ยาชีววัตถุ” เช่น วัคซีนและยากลุ่มโปรตีนชีวภาพ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคเฉพาะทางและลดผลข้างเคียง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ก้าวหน้า ทำให้ไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุเองได้มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตลาด ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) ซึ่งเป็นยาที่ผลิตขึ้นหลังยาต้นแบบหมดสิทธิบัตร กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ บริษัทไทยเริ่มให้ความสนใจและลงทุนในธุรกิจ Biosimilar มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและเพิ่มโอกาสในการส่งออกยาชีววัตถุของไทยในอนาคต
ในประเทศไทยเริ่มมีการลงทุนจริงจังในธุรกิจ Biosimilar เช่น บริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่ม ปตท. (อินโนบิก) กับพันธมิตรต่างชาติ เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยา Biosimilar ในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มศักยภาพการส่งออกยาชีววัตถุของไทยได้ในอนาคต
2. ยาสามัญ: จุดแข็งที่ต้องต่อยอด
ปัจจุบัน ยาสามัญยังคงเป็นฐานการผลิตหลักของอุตสาหกรรมยาไทย ด้วยต้นทุนวิจัยที่ต่ำกว่าและการผลิตจำนวนมาก ทำให้ยาสามัญมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้กว่า 90%
การเติบโตของสังคมผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ยิ่งทำให้ความต้องการยาสามัญเพิ่มสูงขึ้น นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ผลิตไทยในการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และอาจมองหาโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องการยาราคาย่อมเยา
3. แรงสนับสนุนจากภาครัฐ: ผลักดันสู่ Medical Hub
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้เป็น ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาค โดยอุตสาหกรรมยาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก (New S-Curve) ที่ต้องเร่งพัฒนา
แผนยุทธศาสตร์ Medical Hub ระยะปี 2025–2030 มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมยาให้ครบวงจร และได้ออกมาตรการจูงใจการลงทุนมากมายผ่าน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนายา รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานใน EEC เพื่อดึงดูดการลงทุนผลิตยาเทคโนโลยีสูง ซึ่งเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการขอรับส่งเสริมการลงทุนด้านผลิตยาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. โอกาสการส่งออก: ตลาดที่ยังเปิดกว้าง
แม้ปัจจุบันไทยจะพึ่งพายานำเข้าเป็นหลัก แต่ในทางกลับกัน นี่ก็เป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ผลิตยาในประเทศในการ รับจ้างผลิต (OEM) และ ผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีความต้องการยาคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ตลาดส่งออกยาของไทยยังมีศักยภาพอีกมาก หากผู้ผลิตไทยพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง การมองหาตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาค CLMV และตะวันออกกลาง รวมถึงการร่วมมือกับบริษัทยาต่างชาติ จะช่วยเปิดโอกาสในการขยายตลาดส่งออกในระยะยาว
5. การวิจัยและพัฒนายาใหม่: ก้าวสู่ Innovation R&D
แม้ไทยจะมีความเข้มแข็งในการผลิตยาสามัญ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการลงทุนด้าน การวิจัยและพัฒนา (R&D) ยาใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งจากภาครัฐและเอกชน และมียานวัตกรรมของไทยหลายรายการที่ได้รับการยอมรับ
ความร่วมมือกับต่างประเทศในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาที่ทันสมัย รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบต่างๆ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุน R&D มากขึ้น นอกจากนี้ เทรนด์ Pharma Tech ใหม่ๆ เช่น AI ในการคิดค้นยา, การแพทย์แม่นยำ และเทคโนโลยีชีวภาพ จะเป็นโอกาสให้ไทยต่อยอดสู่นวัตกรรมยามูลค่าสูงในอนาคต
💊⚙️ความท้าทายอุตสาหกรรมยาของประเทศไทย: โอกาสมาแรง แต่แรงต้านก็ไม่เบา

1. การแข่งขันที่รุนแรง
ตลาดยาไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากหลายทิศทาง บริษัทยาข้ามชาติที่มีทั้งทุน เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ยานวัตกรรม เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ขณะที่ผู้เล่นในประเทศ ทั้งรัฐและเอกชน ต่างต้องแข่งขันทั้งด้านราคาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น ร้านขายยาเครือข่ายขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัว ก็กลายเป็นแรงกดดันต่อร้านยาอิสระ และตลาดยาสามัญราคาถูกจากจีนและอินเดีย ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ผลิตไทยต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันให้ได้ในต้นทุนที่จำกัด
2. สิทธิบัตรยา: ด่านอุปสรรคของผู้ผลิตไทย
การคิดค้นยาต้นแบบต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และสิทธิบัตรยามักได้รับการคุ้มครองนานถึง 20 ปี ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยไม่สามารถผลิตหรือจำหน่ายยาตัวนั้นได้จนกว่าสิทธิบัตรจะหมดอายุ และเมื่อหมดแล้ว บริษัทยาต่างชาติก็มักจดสิทธิบัตรใหม่เล็กน้อย (evergreening) เพื่อยืดอายุความคุ้มครองต่อไป ผู้ผลิตไทยจึงถูกจำกัดบทบาทในตลาดยานวัตกรรม และยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้การแข่งขันยาสามัญยิ่งยากขึ้น
3. ต้นทุนพุ่ง-วัตถุดิบต้องนำเข้า
ผู้ผลิตยาไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ (API) และวัตถุดิบเกือบทั้งหมด ความผันผวนของราคาตลาดโลก ค่าพลังงาน และค่าแรง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังขาดดุลการค้าด้านยาสูงถึง 5 เท่า หมายความว่าเรานำเข้ายามากกว่าที่ส่งออกถึง 5 เท่า หากห่วงโซ่อุปทานสะดุด ไทยอาจเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนยาที่ผลิตในประเทศได้
4. กฎระเบียบแน่นหนาและแรงกดดันด้านราคา
แม้การควบคุมราคายาโดยรัฐจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาได้มากขึ้น แต่มาตรการเหล่านี้กลับเพิ่มภาระให้ผู้ผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งระบบแจ้งราคา การต่อรองราคากลาง การซื้อยาสามัญทดแทนยาต้นแบบ ตลอดจนการแข่งขันราคาจากเอกชน ล้วนส่งผลให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนแต่กำหนดราคาขายได้น้อยลง หากบริหารไม่ดี อาจกระทบต่อคุณภาพยาในระยะยาว
5. มาตรฐานการผลิตสูงขึ้น แต่ทุนไม่พร้อมเสมอไป
ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการมาตรฐานการผลิต PIC/S ซึ่งแม้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม แต่การปรับโรงงานและระบบให้ได้มาตรฐานใหม่นั้นใช้เงินลงทุนสูง โดยเฉพาะผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กที่อาจไม่สามารถปรับตัวได้ทัน นอกจากนี้ กระบวนการขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่ โดยเฉพาะยาชีววัตถุ ยังคงใช้เวลานาน ทำให้ผู้ประกอบการบางรายชะลอการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
6. แรงงานขาดแคลน-ทุนวิจัยเข้าไม่ถึง
หนึ่งในอุปสรรคเรื้อรังของอุตสาหกรรมยาไทยคือ บุคลากรเฉพาะทางไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย เภสัชกร วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเวชภัณฑ์ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ไทยยังขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ในสายงานที่จำเป็นต่อการผลิตยานวัตกรรมอย่างมาก ที่สำคัญคือ การเข้าถึงเงินทุนยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งสถาบันการเงินมักประเมินความเสี่ยงจากการลงทุน R&D ได้ยาก ส่งผลให้การพัฒนานวัตกรรมในประเทศยังคงเติบโตได้จำกัด
💊📚ข้อเสนอแนะฉบับเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนในวงการยา
เพื่อนๆสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อให้ธุรกิจยาของเราเติบโตอย่างมั่นคงและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
1. ปรับปรุงโรงงานและเทคโนโลยี
- อัปเกรดเครื่องจักรและระบบ: ลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโรงงานผลิตยาและระบบควบคุมคุณภาพให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล (GMP-PIC/S)
- ใช้ระบบอัตโนมัติและดิจิทัล: นำระบบออโตเมชั่นและดิจิทัลเข้ามาช่วยงาน เพื่อให้ผลิตได้เร็วขึ้น ลดต้นทุน และลดความผิดพลาด
- ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า: ลองหาทางร่วมลงทุนผลิตวัตถุดิบยาเองในประเทศ หรือทำสัญญาระยะยาวกับซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้ เพื่อให้เรามีวัตถุดิบใช้แน่นอน ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขึ้นลง
2. สร้างยาที่มีคุณค่าและแตกต่าง
- พัฒนายาเฉพาะทาง: ลองผลิตยาที่เจาะจงโรคมากขึ้น เช่น ยารักษามะเร็ง ยาสำหรับโรคหายาก หรือยาที่บริษัทยาใหญ่ๆ ไม่ค่อยสนใจ
- วิจัยยาสมุนไพร: พัฒนายาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้มีมาตรฐานและผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราไม่ไปแข่งเรื่องราคากับยาทั่วไปที่ราคาถูกกว่า
3. ใช้ประโยชน์จากภาครัฐและหาเพื่อนร่วมงาน
- รับสิทธิประโยชน์จากรัฐ: ดูว่ามีโครงการส่งเสริมการลงทุนอะไรบ้างที่เราสามารถเข้าร่วมได้ เช่น BOI ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมยาใน EEC
- จับมือกับคนอื่น: ลองร่วมมือกับบริษัทยาต่างชาติในการผลิตยา หรือวิจัยยาใหม่ๆ หรือจับมือกับมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยในประเทศเพื่อพัฒนานวัตกรรม
4. พัฒนาคนของเราให้เก่งขึ้น
- ฝึกอบรมพนักงาน: ลงทุนในการสอนและพัฒนาทักษะให้พนักงานของเราอยู่เสมอ เพื่อให้พวกเขามีความรู้ความสามารถทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
- สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ: หาที่ปรึกษาเก่งๆ ทั้งในและต่างประเทศ หรือร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัย เพื่อมาช่วยให้คำแนะนำและเติมเต็มความรู้ที่เรายังขาดอยู่
- ภาครัฐช่วยผลิตบุคลากร: ในภาพรวม ภาครัฐและสถาบันการศึกษาควรช่วยกันผลิตเภสัชกร นักชีววิทยา และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม
💊🩺 อุตสาหกรรมยาของประเทศไทยในปี 2025 และต่อๆไป แม้จะเผชิญการแข่งขันและอุปสรรคหลากหลาย แต่หากสามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศ (เช่น การสนับสนุนของรัฐ ฐานผู้ป่วยขนาดใหญ่ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี) ได้อย่างเต็มที่ ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตและยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นนำในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
Reference
- กรุงเทพธุรกิจ. (2024, เมษายน 9). ตลาดยาไทยแข่งดุ ธุรกิจ Biosimilar โตแรง. กรุงเทพธุรกิจ. https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1116280
- InfoQuest News Agency. (2023, พฤศจิกายน 16). อีไอซีมอง Biosimilar เป็นอีกก้าวสำคัญดันธุรกิจยาไทยโต. InfoQuest. https://www.infoquest.co.th/2023/278297
- Krungsri Research. (2024). แนวโน้มอุตสาหกรรมยาไทย 2025–2027. Krungsri.com. https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/chemicals/phamaceuticals/io/io-pharmaceuticals-2025-2027
- Iconic Thai. (2024). Thailand Pharmaceutical Industry Analysis: Market Trends, Growth Opportunities, and Challenges in 2025. Iconic Thai. https://iconicthai.com/thailand-pharmaceutical-industry-analysis-market-trends-growth-opportunities-and-challenges-in-2025/
- The Better Thailand. (2024). เศรษฐกิจยาไทยปี 2025: กลุ่มโอสถสภา และยารักษาโรคโตต่อเนื่อง. The Better Thailand. https://www.thebetter.co.th/news/business/19258
- LH Bank Research. (2024). แนวโน้มอุตสาหกรรมยาไทยปี 2024. LH Bank. https://www.lhbank.co.th/getattachment/7c3b248a-93c7-4260-8338-53f6165c49bb/economic-analysis-Industry-Outlook-2024-Pharmaceutical
0 Comments