บทนำ
ประเทศไทยมีตลาดยา (pharmaceutical market) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 มูลค่าการขายยาภายในประเทศเติบโตราว 6.0-6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าkrungsri.com ส่งผลให้มูลค่าตลาดยาไทยอยู่ที่ประมาณ 2.28 แสนล้านบาท (ประมาณ 8.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)krungsri.comgrandviewresearch.com ซึ่งประกอบด้วยยาที่จำหน่ายผ่านโรงพยาบาลและสถานพยาบาลราว 186,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นยาสามัญประมาณ 112,000 ล้านบาท และยาต้นแบบประมาณ 74,000 ล้านบาท) และยาจำหน่ายผ่านร้านขายยา (OTC) อีกราว 42,000 ล้านบาทkrungsri.com การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้ช่วยเพิ่มอุปสงค์ด้านยาและบริการสุขภาพ อีกทั้งการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (เช่น โครงการบัตรทอง) ทำให้ประชาชนเข้าถึงยามากขึ้น ส่งผลบวกต่อตลาดยาโดยรวมkrungsri.comkrungsri.com ในช่วงปี 2025-2027 คาดว่ามูลค่าตลาดยาภายในประเทศจะเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและโรคติดเชื้อต่าง ๆ รวมถึงการขยายตัวของภาคบริการสุขภาพเอกชนและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์krungsri.comkrungsri.com แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยาไทยในอนาคตอันใกล้
โอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมยาไทย
โครงสร้างประชากรและรูปแบบโรคที่เปลี่ยนแปลงไปสร้างโอกาสสำคัญให้แก่อุตสาหกรรมยาไทย หนึ่งในปัจจัยหลักคือการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 76.6% ของคนไทยทั้งหมด (ข้อมูลปี 2019) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆkrungsri.com สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วน ~20% ในปี 2023 และคาดว่าจะเกิน 28% ภายในปี 2033) ซึ่งประชากรสูงวัยมักป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น ทำให้ความต้องการยาในการรักษาโรคเหล่านี้ขยายตัวต่อเนื่องkrungsri.com บริษัทยาไทยจึงมีโอกาสพัฒนายาและเวชภัณฑ์เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุในด้านส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
อีกพื้นที่หนึ่งที่มีศักยภาพคือการพัฒนายาชีววัตถุและชีววัตถุคล้ายคลึง (biologics & biosimilars) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดโลก โดยตลาดยาชีววัตถุของไทยคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยสูง และยาชีววัตถุคล้ายคลึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการรักษาโรคซับซ้อนต่าง ๆgrandviewresearch.com เมื่อสิทธิบัตรของยาชีววัตถุบางตัวหมดอายุ ไทยมีโอกาสในการผลิตหรือจัดหายาชีววัตถุคล้ายคลึงคุณภาพสูงในราคาที่ย่อมเยากว่า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาของระบบสุขภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับยาต้นแบบจากต่างประเทศ นอกจากนี้ การมุ่งเน้นพัฒนาชีววัตถุยังสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับการรักษาโรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกัน และโรคหายาก ด้วยนวัตกรรมทางชีวภาพมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและยาแผนโบราณก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่โดดเด่นสำหรับประเทศไทย เนื่องจากไทยมีทรัพยากรสมุนไพรหลากหลายและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรได้รับความสนใจอย่างมาก ส่งผลให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการวิจัยและผลิตสารสกัดสมุนไพรที่มีคุณภาพเพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์krungsri.com ยิ่งไปกว่านั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (ปี 2023-2027) ได้เน้นย้ำการพัฒนากำลังการผลิตยาสมุนไพรและสารตั้งต้นทางเคมีภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพของไทยโดยสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCGkrungsri.comkrungsri.com แนวโน้มที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลตนเองเชิงรุก (preventive medicine & self-care) ก็ช่วยกระตุ้นตลาดผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน อาหารเสริม หรือยาสมุนไพร ซึ่งผู้ผลิตยาหลายรายเริ่มนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาสินค้าเฉพาะบุคคลให้ตรงกับความต้องการสุขภาพของแต่ละคนมากขึ้นkrungsri.com นับเป็นช่องทางใหม่ในการเติบโตของธุรกิจยาและสุขภาพ
การขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียนถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ บริษัทยาไทยมีบทบาทโดดเด่นในการส่งออกยาสามัญ (generic drugs) ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของมูลค่าส่งออกยาทั้งหมดของไทยkrungsri.com แม้ว่ายามูลค่าเพิ่มสูงจำนวนมากยังคงต้องนำเข้า แต่ยาจากผู้ผลิตไทยได้รับความเชื่อถือในภูมิภาคด้านคุณภาพและราคา ส่งผลให้การส่งออกยาของไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.5% ต่อปี ในช่วงปี 2017-2023krungsri.com นอกจากนี้ การเปิดตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากอาเซียนก็เป็นโอกาสที่น่าสนใจ เช่น การส่งออกวัคซีนจากไทยไปยังตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย) ซึ่งเติบโตสูงถึง 302% YoY ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024krungsri.comkrungsri.com ความตกลงการค้าเสรีภายในภูมิภาคและนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) จะช่วยสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายยาสำคัญในระดับภูมิภาคมากขึ้น
dfadfadfasdfasdfasd fasdf asdf asdfa sdfa sdf
asdfasdfasdfasdfasdf
- fasdfasdfasdfasdfasdfasdff
- asdfasdfasdfasdfasd
- asdfasdfasdfasdfasdfasdf
asdfasdfasdfasdfasdfasdfasd asdfa
asdfasdfasdfasdfasdfasdfasd asdfasdfasdfa sdfความท้าทายในอุตสาหกรรมยาไทย
แม้จะมีโอกาสมากมาย แต่อุตสาหกรรมยาไทยยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่ต้องก้าวข้ามเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ประการแรกคือการแข่งขันจากบริษัทยาข้ามชาติและยานำเข้าราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยาระดับโลกที่นำยาใหม่และนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดไทย หรือผู้ผลิตจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำอย่างอินเดียและจีนที่รุกเข้ามาในตลาดยาสามัญไทยkrungsri.com ผู้เล่นรายใหม่จากต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตยาในไทยเพื่อใช้เป็นฐานส่งออกและกระจายสินค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นและกดดันส่วนแบ่งการตลาดของผู้ผลิตไทยดั้งเดิมkrungsri.com นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจด้านยาของไทย (เช่น องค์การเภสัชกรรม) ก็มีบทบาทสำคัญและได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย ส่งผลให้ผู้ผลิตเอกชนไทยต้องพยายามแข่งขันทั้งกับยาราคาถูกจากต่างประเทศและยาที่ผลิตโดยภาครัฐในประเทศเองkrungsri.com
ประการต่อมาคือแรงกดดันด้านราคาและต้นทุนการผลิต นโยบายกำหนดราคากลางยา (reference price) โดยกระทรวงสาธารณสุขและกรมบัญชีกลาง แม้จะมีเป้าหมายเพื่อควบคุมไม่ให้ค่ายาสูงเกินไปและช่วยให้หน่วยบริการสุขภาพจัดซื้อยาได้ในราคาที่เป็นธรรม แต่ก็ทำให้ผู้ผลิตยาไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้มากนัก กดดันอัตรากำไรของธุรกิจยาkrungsri.com ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิต มีแนวโน้มสูงขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ราคาการนำเข้าวัตถุดิบทางยาที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ๆ นอกจากนี้ กระแสด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) ยังบีบให้ผู้ผลิตยาต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานสะอาด ลดของเสีย และเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ซึ่งล้วนเพิ่มภาระต้นทุนในการดำเนินงานkrungsri.com สถานการณ์เหล่านี้ท้าทายความสามารถของธุรกิจยาไทยในการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน
มาตรฐานคุณภาพและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ก็เป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ผลิตยาต้องเผชิญ ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการความร่วมมือการตรวจสอบการผลิตยา (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme – PIC/S) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าบริษัทยาจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตระดับสากลที่เข้มงวด (GMP/PIC/S) ทั้งด้านกระบวนการผลิตและการจัดเก็บยาอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์krungsri.com ผู้ผลิตหลายรายโดยเฉพาะรายกลางและเล็กจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงสายการผลิต เครื่องจักร และระบบควบคุมคุณภาพครั้งใหญ่เพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินการสูงขึ้นและอาจเกิดข้อจำกัดด้านเงินทุนในการปรับปรุงโรงงานkrungsri.comkrungsri.com นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขที่บังคับให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับยา (ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และร้านขายยา) ต้องมีการจัดเก็บยาที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน (GDP – Good Distribution Practice) ซึ่งมีผลใช้ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดสรรพื้นที่และระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐาน ส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มเติมเช่นกันkrungsri.com
อีกประเด็นหนึ่งคือการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางและศักยภาพด้านการวิจัยพัฒนา ปัจจุบันอุตสาหกรรมยาไทยยังขาดความสามารถโดยรวมในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนหรือต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยาชีววัตถุขั้นสูง เวชภัณฑ์สมัยใหม่ และโปรไบโอติกส์krungsri.com สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากจำนวนผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยในสาขาเภสัชกรรมขั้นสูงของไทยยังมีจำกัด เทคโนโลยีขั้นสูงหลายอย่างต้องพึ่งพาความร่วมมือจากต่างชาติ ทำให้การพัฒนายาใหม่ๆ โดยบริษัทไทยเองเป็นไปอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับบริษัทยาข้ามชาติ รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมรับทราบถึงปัญหานี้และได้เริ่มให้ทุนสนับสนุน R&D และมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนพัฒนาด้านนี้มากขึ้นkrungsri.comkrungsri.com อย่างไรก็ดี การสร้างบุคลากรและความเชี่ยวชาญต้องอาศัยเวลาและความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและต่างประเทศ จึงนับเป็นความท้าทายระยะยาวของอุตสาหกรรมยาไทย
สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงในบริบททางกฎหมายและความตกลงระหว่างประเทศอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาไทย เช่น กรณีที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างพิจารณาการเข้าร่วมความตกลง CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ซึ่งหนึ่งในข้อกังวลคือบทบัญญัติด้านสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจทำให้ระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรยาขยายออกไป (เช่น อย่างน้อย 20 ปี หรือมีการขยายอายุสิทธิบัตร)krungsri.com หากเกิดขึ้นจริงอาจส่งผลให้ยาบางชนิดมีราคาสูงนานขึ้นและผู้ผลิตยาสามัญต้องรอนานกว่าเดิมในการผลิตยาชื่อสามัญออกสู่ตลาด ซึ่งจะกระทบทั้งการเข้าถึงยาของประชาชนและโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตในประเทศ ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียและเตรียมมาตรการรองรับหากประเทศไทยเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว
นโยบายภาครัฐและมาตรการสนับสนุน
ภาครัฐไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยา ผ่านนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยา โดยมุ่งเน้นการใช้ฐานความหลากหลายทางชีวภาพและเทคโนโลยีขั้นสูงมาสร้างนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับภาคยา ยุทธศาสตร์ BCG (ช่วงปี 2021-2027) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาใหม่ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคนิคการผลิตที่ล้ำสมัย เพื่อผลิตยาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น ยาชีววัตถุสำหรับรักษามะเร็ง วัคซีนสมัยใหม่ และโปรไบโอติกส์ ตลอดจนลดการพึ่งพาการนำเข้ายานวัตกรรมราคาแพงจากต่างประเทศkrungsri.com เป้าหมายคือยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยาไทยให้สามารถผลิตยาคุณภาพสูงราคาย่อมเยาได้เอง เพิ่มความมั่นคงทางยาให้ประเทศ และรองรับความต้องการรักษาที่ซับซ้อนของประชาชนในอนาคต
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) รัฐบาลได้กำหนดแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมยา 2023-2027 เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมยาไทย เป้าหมายสำคัญของแผนนี้คือการสนับสนุนการพัฒนาและการผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพิ่มมูลค่าการส่งออก และในระยะสั้นเน้นการเพิ่มการผลิตภายในประเทศของวัตถุดิบยาสมุนไพร (เช่น สารสกัดฟ้าทะลายโจร) และสารตั้งต้นเคมีสำหรับการผลิตยาkrungsri.com มาตรการหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือการเสนอร่างกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งจะเป็นกรอบในการสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยาอย่างเป็นระบบมากขึ้นkrungsri.com นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาค (Medical Hub) และได้บรรจุอุตสาหกรรมการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ที่มีศักยภาพสูง ภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการให้ทุนวิจัยและยกเว้นภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนในการวิจัยและผลิตยาที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมในสาขาการวิจัยชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพมีมูลค่าสูงถึง 444 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 44 ล้านบาท ในปี 2023krungsri.com ซึ่งบ่งชี้ว่ามาตรการจูงใจของรัฐเริ่มเห็นผลในการกระตุ้นการลงทุนด้านนี้
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นอีกกลไกหนึ่งที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยา ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการอำนวยความสะดวกในการลงทุนในสาขาการผลิตยาและชีวเภสัชภัณฑ์ ไทยจัดให้การผลิตยาที่มีความสำคัญเป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเป็นพิเศษ ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมเพิ่มขึ้น ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมจาก BOI ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาจำนวน 10 โครงการ มูลค่ารวม 1.87 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้กว่า 75% เป็นการลงทุนผลิตยาและวัคซีนภายในประเทศ และอีกส่วนเป็นโครงการด้านการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพมูลค่า 463.8 ล้านบาท (เติบโต 120% YoY)krungsri.com นอกจากนี้ ไทยยังดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมยาอย่างต่อเนื่อง เช่น นักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนตั้งโรงงานผลิตยาสามัญเพื่อส่งออกจากไทย รวมมูลค่าหลายพันล้านบาทในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาkrungsri.com มาตรการส่งเสริมเหล่านี้สะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้อุตสาหกรรมยาเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีสากล
บทบาทของภาคเอกชนและการพัฒนาเทคโนโลยี
ภาคเอกชนไทยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยา ผ่านความร่วมมือและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ บริษัทผลิตยาของไทยหลายแห่งเริ่มสร้างความร่วมมือกับบริษัทยาต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญ และเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความร่วมมือในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ของไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนจากบริษัท AstraZeneca ของอังกฤษ นับเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถได้รวดเร็วเมื่อมีพันธมิตรต่างชาติสนับสนุน นอกจากนี้ บริษัทยาไทยบางรายยังร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติในการรับจ้างผลิตยา (contract manufacturing) หรือรับสิทธิบัตรถ่ายโอน (licensing) เพื่อนำยานวัตกรรมมาผลิตจำหน่ายในประเทศ ซึ่งช่วยให้คนไทยเข้าถึงยาสมัยใหม่ได้เร็วขึ้นพร้อมกับเสริมสร้างทักษะให้บุคลากรไทยไปในตัว
การลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เป็นอีกด้านที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญมากขึ้น เทคโนโลยีอย่างการผลิตแบบต่อเนื่อง (continuous manufacturing) และระบบอัตโนมัติถูกนำมาศึกษาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสีย และควบคุมคุณภาพของยาให้สม่ำเสมอ นอกจากนี้ การนำระบบ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในอุตสาหกรรมยาก็เริ่มเห็นผล เช่น การใช้ AI ช่วยค้นหาสารประกอบตัวยาใหม่ๆ ซึ่งคาดว่าตลาด AI ในการวิจัยยาทั่วโลกจะเติบโตถึง 29.6% ต่อปี ในช่วง 2023-2030krungsri.com อีกทั้งการใช้ Big Data และ Machine Learning ในกระบวนการวิจัยและพัฒนาสูตรยา ตลอดจนการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และ IoT เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานยาตั้งแต่การผลิตจนถึงมือผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้ช่วยให้บริษัทเอกชนสามารถลดต้นทุน ปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการได้รวดเร็วขึ้น และสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ เช่น บริการร้านยาออนไลน์และตู้จ่ายยาอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ที่เริ่มปรากฏในไทย ช่วยเพิ่มช่องทางเข้าถึงยาของประชาชนและเพิ่มประสบการณ์การให้บริการที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นkrungsri.com
ในด้านการวิจัยและพัฒนายาใหม่ ภาคเอกชนไทยเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในการพัฒนายาชีววัตถุและวัคซีนบางชนิด บริษัทไทยบางแห่งได้เริ่มใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีนขั้นสูงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพรุ่นใหม่ๆ ระดับโมเลกุล ซึ่งจะปูทางไปสู่ความสามารถในการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีนที่มีราคาถูกลงแต่คุณภาพสูงในอนาคตkrungsri.com แม้ว่าการลงทุนด้าน R&D ของเอกชนไทยในปัจจุบันยังคิดเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับบริษัทยาข้ามชาติ แต่ทิศทางกำลังเปลี่ยนไป ดังจะเห็นได้จากยอดการลงทุนวิจัยชีวเภสัชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อได้รับแรงจูงใจจากภาครัฐkrungsri.com นอกจากนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยาของไทย (เช่น สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน – TPMA) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกับภาครัฐในการจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและบุคลากร เช่น การฝึกอบรมด้านการผลิตตามมาตรฐานสากล การวิจัยทางคลินิก และการขึ้นทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมของตนเองและขยายตลาดไปต่างประเทศได้ในระยะยาว
ข้อมูลสถิติและแนวโน้มตลาดที่สำคัญ
ภาพที่ 2: มูลค่าตลาดยาภายในประเทศไทยจำแนกตามช่องทางจำหน่ายผ่านโรงพยาบาล (สีเหลือง) และร้านขายยา (สีเทา) ในช่วงปี 2020-2027F (หน่วย: พันล้านบาท) โดยกราฟเส้นแสดงอัตราการเติบโต (% YoY) ของตลาดยาในแต่ละช่องทาง. คาดการณ์ว่าในปี 2025-2027 ทั้งตลาดโรงพยาบาลและร้านขายยาจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปีสอดคล้องกัน.
- มูลค่าตลาดยาไทย: ปี 2023 ตลาดยาภายในประเทศมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 228,000 ล้านบาท ในปี 2024 (เติบโตราว 6%)krungsri.comkrungsri.com โดยแบ่งเป็นยาที่ใช้ในโรงพยาบาลประมาณ 70-80% และยาที่ขายผ่านร้านขายยาประมาณ 20-30% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด ทั้งนี้ประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.5% ของตลาดยาทั่วโลกในด้านมูลค่าgrandviewresearch.com
- อัตราการเติบโต: อุตสาหกรรมยาไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ช่วงปี 2018-2024 ประมาณ 4-5% แต่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นเป็น 6-7% ต่อปี ในช่วงปี 2025-2027 ตามการขยายตัวของความต้องการด้านสุขภาพkrungsri.comkrungsri.com ขณะที่การประมาณการระยะยาวถึงปี 2030 ระบุว่าตลาดยาไทยอาจเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.7% ต่อปี ในช่วงปี 2025-2030 ทำให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 13.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030grandviewresearch.com
- โครงสร้างตลาด: ตลาดยาในประเทศไทยแบ่งออกเป็นยาสามัญ (generic drugs) และยาต้นแบบ/ยานวัตกรรม (patented drugs) โดยในช่องทางโรงพยาบาล ยาสามัญมีสัดส่วนประมาณ 60% ของมูลค่าการขาย ขณะที่ยาต้นแบบประมาณ 40%krungsri.com สะท้อนให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขไทยพึ่งพายาสามัญในระดับสูงเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ยาต้นแบบจากต่างประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคเฉพาะทางและโรครุนแรง ส่วนตลาดยาที่ขายผ่านร้านขายยา (OTC) มีมูลค่าประมาณหนึ่งในห้าของตลาดรวม โดยประกอบด้วยยาสามัญที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ ยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตตามเทรนด์การดูแลสุขภาพตนเองของประชาชน
- การนำเข้าและส่งออก: ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้ายามูลค่าสูงในสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับการส่งออก ในปี 2023 มูลค่าการส่งออกยาของไทยคิดเป็นเพียง 0.2% ของมูลค่าส่งออกสินค้ารวมของประเทศ โดยการส่งออกยามีมูลค่าราว 15,000 ล้านบาทต่อปี (ส่วนใหญ่เป็นยาสามัญราคาย่อมเยา) ตลาดส่งออกหลักได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน (เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา และลาว)krungsri.com ด้านการนำเข้า ไทยนำเข้ายาและวัตถุดิบยาปีละประมาณ 90,000-100,000 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2024 มูลค่าการนำเข้ายาอยู่ที่ 73,800 ล้านบาท (ลดลง -3.4% YoY เนื่องจากยาบางชนิดหมดสิทธิบัตรทำให้ไทยผลิตเองได้)krungsri.com แหล่งนำเข้าหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส และอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาต้นแบบและวัตถุดิบสำคัญของโลก
- การลงทุนในอุตสาหกรรม: การลงทุนโดยตรงในภาคอุตสาหกรรมยาไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้รับแรงหนุนจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐและโอกาสทางตลาด ในปี 2024 (9 เดือนแรก) มีมูลค่าการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI รวม 1.87 พันล้านบาท ในโครงการเกี่ยวกับการผลิตยาและเทคโนโลยีชีวภาพkrungsri.com ขณะเดียวกัน บริษัทยาข้ามชาติจากเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ได้เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยหลายโครงการ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาทในช่วงปี 2020-2023 สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยาในภูมิภาคkrungsri.com นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยเองก็เพิ่มการลงทุนใน R&D อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะในสาขาชีวเภสัชภัณฑ์ สอดคล้องกับแนวนโยบายภาครัฐที่ต้องการผลักดันไทยไปสู่อุตสาหกรรมยาเชิงนวัตกรรม
สรุป: อุตสาหกรรมยาไทยในปี 2025 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ภาพรวมตลาดยังคงเติบโตได้ดีจากปัจจัยหนุนทางประชากรและนโยบายสุขภาพ ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายจากการแข่งขันและมาตรฐานใหม่ ๆ ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องปรับตัว ภาครัฐได้วางรากฐานเชิงนโยบายและสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบยาในประเทศ หรือสิทธิประโยชน์การลงทุนต่าง ๆ ด้านภาคเอกชนก็เริ่มขยับบทบาทจากผู้ตามไปสู่การร่วมสร้างนวัตกรรม ผ่านความร่วมมือกับต่างชาติและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของตนเอง ในระยะต่อไป หากไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถการผลิตยาขั้นสูง มีบุคลากรวิจัยที่เข้มแข็ง และสร้างสมดุลระหว่างราคายาที่เข้าถึงได้กับผลตอบแทนการลงทุน อุตสาหกรรมยาไทยก็จะมีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นเสาหลักทั้งต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
0 Comments