พี่ๆ น้องๆ เภสัชกรทุกท่านครับ เมื่อวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2567 เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย(ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้จัดการประชุมวิชาการเภสัชกรรมประจำปี 2567 และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ซึ่งในงานมีหลายหัวข้อน่าสนใจมากครับ ทั้งนี้หนึ่งในหัวข้อที่ผมสนใจเป็นพิเศษซึ่งจะขออนุญาตเรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งของงานประชุมมาเล่าให้ฟังซึ่งเป็นเรื่องนี้ครับ “Pharma in Era of Medical Tourism” ซึ่งบรรยายโดย เภสัชกรกมลศักดิ์ เรืองเจริญรุ่ง นายกสมาคมเภสัชกรโรคมะเร็งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Oncology Pharmacy Association)
ดังนั้น วันนี้ผมอยากจะชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Medical Tourism และ Wellness Tourism ซึ่งเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการสุขภาพของไทยในปัจจุบันครับ
Medical Tourism และ Wellness Tourism คืออะไร
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Medical Tourism และ Wellness Tourism คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร Medical Tourism นั้นหมายถึงการเดินทางข้ามประเทศเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น การผ่าตัด ทันตกรรม เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า คุณภาพที่ดีกว่า หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าในประเทศตนเอง ในขณะที่ Wellness Tourism เป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและใจ เช่น สปา นวดแผนไทย โยคะ มีเป้าหมายเพื่อป้องกันโรคและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต โดยกลุ่มลูกค้าอาจจะยังไม่ได้ป่วยแต่อย่างใด

ประเทศไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมระดับโลกของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพราะมีความได้เปรียบในเรื่องราคา คุณภาพการรักษา ความเชี่ยวชาญของบุคลากร ความพร้อมของสถานพยาบาล รวมถึงเสน่ห์ของวัฒนธรรมและธรรมชาติแบบไทยๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ภาครัฐเองก็มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันไทยให้เป็น Medical Hub ของเอเชีย ด้วยการพัฒนาปรับปรุงสนามบิน ระบบขนส่ง โรงแรม โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ให้ได้มาตรฐานสากล มีการตลาดเชิงรุก และอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้โดยเฉพาะครับ
กลุ่มลูกค้าหลักๆจะเป็นกลุ่ม “Silver Age” หรือผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งชาวต่างชาติและคนไทย ที่นิยมตรวจสุขภาพประจำปี ทำศัลยกรรมความงาม รักษาโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง หัวใจ ข้อเข่า ฟัน ฯลฯ รวมถึงการดูแลสุขภาพจิต การฟื้นฟูดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด และการส่งเสริมสุขภาพ
Customer journey ใน Medical Tourism แบ่งเป็น 3 ระยะ
ในการดูแลนักท่องเที่ยวทางการแพทย์และสุขภาพ เราสามารถแบ่งช่วงของการบริการ (customer journey) เป็น 3 ระยะ คือ
- ก่อน (pre-care)
- ขณะที่มา (during-care) และ
- หลังการรักษา (post-care)
ซึ่งแต่ละช่วงก็มีความต้องการและปัญหาที่แตกต่างกัน ในช่วงก่อนตัดสินใจมา ผู้ป่วยต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการเตรียมตัว เอกสารที่ต้องใช้ แต่สถานพยาบาลหลายแห่งยังให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ระหว่างรักษาในไทย ผู้ป่วยก็อยากได้การดูแลที่ดี ติดต่อสื่อสารกับแพทย์ได้สะดวก รวมถึงการประสานงานเรื่องที่พัก การเดินทาง ล่าม ญาติที่มาด้วย แต่หลายครั้งความเชื่อมโยงระหว่างสถานพยาบาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ราบรื่นนัก ส่วนหลังกลับประเทศ ผู้ป่วยต้องการการปรึกษาแนะนำในการรักษาต่อเนื่อง การส่งยา การนัดหมาย การส่งผลตรวจ ซึ่งหลายครั้งยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารและส่งต่อข้อมูลระหว่างแพทย์ 2 ประเทศครับ
อยากอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Customer Journey ในเรื่องนี้ Click บทความนี้ได้เลยครับ “การเดินทางของผู้ป่วย Medical and Wellness Tourism และจุดที่ทำให้ปวดหัวในปัจจุบัน” https://www.pharmconnection.net/medical-and-wellnes-customer-journey/ สนุกไม่แพ้กันเลย!
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ก็เป็นปัจจัยสำคัญในวงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทั้ง Biopharmaceutical ยาชีววัตถุใหม่ๆ, Medical Devices อุปกรณ์ทางการแพทย์ และ Robotics หุ่นยนต์ผ่าตัด รวมถึงเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ที่ทำให้สามารถตรวจร่างกาย วัดสัญญาณชีพ ประเมินความเสี่ยง และส่งข้อมูลหาแพทย์ได้ด้วยอุปกรณ์สวมใส่ (wearable devices) ก็จะยิ่งทำให้การแพทย์แบบ Telemedicine และ Telepharmacy เติบโตไปอีกขั้น

โอกาสและบทบาทของเภสัชกรไทยในยุค Medical Tourism
โอกาสและบทบาทของเภสัชกรไทยในยุค Medical Tourism นี้ค่อนข้างชัดเจน และก็ต้องปรับตัวไม่น้อยครับ ทั้งผู้ป่วยไทยและชาวต่างชาติ นอกจากโรคที่ต้องรักษาแล้ว พวกเขายังสนใจการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพองค์รวม อาหารเสริม วิตามิน สมุนไพร เวชสำอางค์ เรื่องการชะลอวัย มากขึ้นเรื่อยๆ การให้บริการของเภสัชกรจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยาอีกต่อไป การให้คำแนะนำปรึกษาด้านสุขภาพโดยรวม การบริการในรูปแบบ telemedicine หรือ telepharmacy การทำงานเป็นทีมร่วมกับสหวิชาชีพ ทั้งในและต่างประเทศ จะทวีความสำคัญมากขึ้น รวมถึงความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรม ก็เป็นอีกสิ่งที่เภสัชกรควรเสริมทักษะเพื่อสื่อสารกับผู้ป่วยได้อย่างเข้าใจและประทับใจ

บทบาทของเภสัชกรในอนาคตจะเป็นอย่างไร
ถ้าถามว่าบทบาทของเภสัชกรในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่ามีโอกาสอีกมากมายที่ยังรอเราอยู่ครับ ในระยะ pre-care เภสัชกรอาจเป็นที่ปรึกษาให้ข้อมูลด้านยา ช่วยวางแผนการใช้ยาในทริป ระยะ during-care ก็ดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยให้ถูกต้อง ปลอดภัย ประสานงานกับแพทย์ พยาบาล เภสัชกรต่างประเทศ ในส่วน post-care เราสามารถให้คำแนะนำการใช้ยาและปฏิบัติตัวหลังกลับบ้าน จัดส่งยาไปให้ ตอบข้อสงสัย แปลผลตรวจ นอกจากนี้ เภสัชกรยังมีบทบาทในการให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน อาหารสุขภาพ เวชสำอางค์ ช่วยเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกาย วิถีชีวิต และความต้องการเฉพาะบุคคลได้ ทั้งยังสามารถประสานงานกับโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว จัดทำโปรแกรม ไกด์ทัวร์ให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพขณะเดินทาง สื่อสารกับแพทย์เจ้าของไข้ผ่านเทคโนโลยีทางไกลด้วยครับ

สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับเภสัชกรในยุค Medical Tourism
สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับเภสัชกรในยุค Medical Tourism ได้แก่
- ความรู้ด้านเภสัชสาสตร์ร่วมสมัย (contemporary pharmacy)
- ทำความเข้าใจเครื่องมือทางการแพทย์ใหม่ๆ (medical technology) เช่น wearable devices, biopharmaceuticals, robotic surgery
- มีความเชี่ยวชาญเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเวชสำอางค์ (nutraceutical and cosmeceutical products)
- ศาสตร์ชะลอวัย (anti-aging science)
- สุคนธบำบัดและการแพทย์ทางเลือก (aromatherapy and alternative medicines)
- ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางสุขภาพ (health informatics) เช่น เภสัชกรรมทางไกล (telepharmacy) ระบบจัดเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล (personal health record) แอพพลิเคชั่นติดตามการใช้ยา เป็นต้น
- ที่ขาดไม่ได้คือทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ (foreign language proficiency) โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รวมถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง (cross-cultural literacy) เพื่อให้บริการแก่ชาวต่างชาติได้อย่างถูกต้องตรงใจ

ใครจะช่วยพัฒนาศักยภาพเหล่านี้ให้กับเภสัชกร?
หน่วยงานหลักที่ควรจะเขามาช่วยพัฒนาสมรรถนะให้เภสัชกรไทยดังนี้ครับ
- สภาเภสัชกรรม
- เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย(ในพระบรมราชูปถัมภ์)
- สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
- สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ มีการจัดอบรมประชุมวิชาการต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ สถาบันการศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ก็เริ่มมีหลักสูตรด้าน Medical Tourism, สุขภาพองค์รวม, เวชสำอางค์, การให้คำปรึกษาทางเภสัชกรรมเพิ่มขึ้น ทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา
ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะด้านนี้จึงต้องเป็นความร่วมมือของทั้งสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา และที่สำคัญสุดคือตัวเภสัชกรเองที่จะต้องมีใจรักในการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง ตั้งแต่เริ่มเรียน จบใหม่ ทำงาน และพัฒนาตัวเองไปตลอดชีวิตครับ
ลองคิดดูว่า หากเภสัชกรทุกท่านสามารถอัพสกิลตัวเองให้ก้าวทันเทรนด์ Medical Tourism พร้อมทั้งร่วมผลักดันให้เกิดระบบริการสุขภาพทั้งในระดับชาติและนานาชาติที่ไร้รอยต่อ เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด มีคุณภาพที่เท่าเทียมทั่วโลก นั่นจะทำให้เภสัชกรไทยกลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างคุณค่า (value) ให้กับระบบสุขภาพในยุค Medical Tourism ได้แน่นอนครับ
คำถามฝากเป็นการบ้าน
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากให้เพื่อนเภสัชกรทุกท่านลองสำรวจตัวเอง และคิดเชิงรุกครับว่า
- ในโรงพยาบาล/ร้านยา/หน่วยงานที่เราทำงานอยู่ เคยมีผู้ป่วยต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวทางการแพทย์มาใช้บริการบ้างหรือยัง? ถ้ามีแล้ว เราจะสามารถพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร?
- พวกเรามีเครือข่ายหรือคู่ค้า (partners) จากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ Medical Tourism บ้างหรือยัง เช่น โรงแรม บริษัทนำเที่ยว สถานบริการเสริมความงาม สปา เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งต่อลูกค้า และสร้างระบบบริการที่เชื่อมโยงกัน?
- ในความเห็นของเรา เภสัชกรจะเพิ่มคุณค่า (value) ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้อย่างไรบ้าง? มีจุดแข็งหรือโอกาสอะไรที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์?
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเภสัชกรทุกท่านนะครับ และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราได้เตรียมความพร้อม พัฒนาศักยภาพ สร้างนวัตกรรมบริการ เพื่อรับมือและใช้ประโยชน์จากเทรนด์ Medical and Wellness Tourism ให้เต็มที่ครับ
ด้วยความปรารถนาดี
เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ
ของแถม – Mind Mapping สรุปประเด็นเนื้อหาจากบทความในหน้าเดียว
(ถ้าชมในมือถือ ให้เปิดบน browser กดแช่ที่รูปภาพ จากนั้นเลือก “Preview image” จะทำให้ Zoom ภาพได้ครับ)


0 Comments