“ยาเบาหวานเยอะจัง… ต้องกินตัวไหน? กินแล้วจะดื้อยาไหม?” ไขข้อข้องใจเรื่องยาเบาหวานฉบับเข้าใจง่าย กับเภสัชกรวิรุณ

by | 8 May 2025

บทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

“คุณเภสัชครับ… หมอให้ยาเบาหวานมาเพิ่มอีกตัว กินเยอะขนาดนี้ ตับไตจะไม่พังเหรอครับ? แล้วตัวเก่าที่กินอยู่ยังต้องกินไหม? งงไปหมดแล้ว”

นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่ผม มักจะได้ยินจากผู้ป่วยเบาหวานหรือญาติๆ ที่ร้านยาอยู่เสมอครับ ความรู้สึกสับสน กังวล ไม่มั่นใจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ “ยา” โดยเฉพาะเมื่อมันไม่ได้มีแค่เม็ดเดียว แต่มีหลายตัว หลายเวลา หลายขนาด มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากๆ ครับ

ภาพจำเดิมๆ อาจทำให้เราคิดว่าการรักษาเบาหวานคือการกินยาตัวเดิมไปเรื่อยๆ หรือกลัวว่ากินยาเยอะๆ แล้วจะ “ดื้อยา” หรือมีผลเสียระยะยาว แต่ผมอยากจะบอกว่า โลกของการรักษาเบาหวานด้วยยาในปัจจุบัน มันเปลี่ยนไปเยอะมากครับ มันไม่ใช่แค่การ “ลดน้ำตาล” ให้ได้ตามเป้า แต่มันคือการ “วางกลยุทธ์” ที่ซับซ้อนและ “ออกแบบเฉพาะบุคคล” มากขึ้น

วันนี้ ผมเลยอยากชวนทุกคนมาเปิด “กล่องเครื่องมือ” หรือคลังยาเบาหวาน ตาม แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566 กันครับ เราจะมาดูกันว่ายาแต่ละกลุ่มทำหน้าที่อะไร เหมือนเครื่องมือช่างแบบไหน แล้วคุณหมอและเภสัชกรมีหลักการในการ “เลือก” และ “ผสมผสาน” เครื่องมือเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้การรักษาเกิดประโยชน์สูงสุดกับ “เรา” แต่ละคนครับ

ทำไมต้องมียาหลายชนิด? ไม่ใช่ One-Size-Fits-All อีกต่อไป

คำถามแรกที่ต้องตอบคือ ทำไมยาเบาหวานถึงมีเยอะแยะมากมาย?

คำตอบง่ายๆ แต่สำคัญมากคือ โรคเบาหวานในแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ แม้จะชื่อโรคเดียวกัน แต่มันมี “ต้นตอ” หรือกลไกหลักที่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

  • บางคน ร่างกายอาจจะ “ดื้อ” ต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) คือมีอินซูลิน แต่ร่างกายเอาไปใช้ได้ไม่ดี เหมือนมีกุญแจ แต่ไขเข้าประตูไม่ได้
  • บางคน ตับอ่อนอาจจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง (Insulin Deficiency) เหมือนโรงงานผลิตกุญแจได้ไม่พอ
  • บางคนอาจมีทั้งสองปัญหาร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาก เช่น อายุ โรคร่วม (โรคหัวใจ โรคไต) น้ำหนักตัว การใช้ชีวิต เป้าหมายการรักษา หรือแม้แต่ความสะดวกในการใช้ยา

ดังนั้น การเลือกยาเบาหวานจึงไม่ใช่การสุ่มหยิบยาตัวไหนก็ได้ แต่มันคือการ “เลือกเครื่องมือให้ถูกกับงาน” ครับ คุณหมอและทีมรักษาจะประเมินปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อเลือกยาที่ออกฤทธิ์ตรงกับกลไกหลักที่เป็นปัญหาในตัวเรา และให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เหมือนช่างไม้เลือกใช้เลื่อยสำหรับตัดไม้ ใช้ค้อนสำหรับตอกตะปู ไม่ใช่ใช้เครื่องมือเดียวทำทุกอย่าง

รู้จัก “ทีมยาเบาหวาน”: พวกเขาทำงานกันอย่างไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอแบ่งยากลุ่มหลักๆ ที่ใช้บ่อยตามแนวทางฯ 2566 ออกเป็น “ทีม” ตามหน้าที่ของพวกเขานะครับ (ขออนุญาตใช้การเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น)

ทีม “รากฐาน” – เมทฟอร์มิน (Metformin):

  • หน้าที่: เปรียบเสมือน “เสาเอก” หรือ “ผู้รับเหมาหลัก” ของการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 มักเป็นยาตัวแรกที่ถูกเลือกใช้ ทำหน้าที่หลักๆ คือ ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ และช่วยให้ร่างกายไวต่ออินซูลินมากขึ้น (ลดภาวะดื้ออินซูลิน)
  • จุดเด่น: ประสิทธิภาพดี ราคาไม่แพง ไม่ทำให้น้ำหนักขึ้น และ ไม่ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำหากใช้เดี่ยวๆ
  • ข้อควรจำ: อาจมีอาการข้างเคียงทางทางเดินอาหารบ้าง (เช่น ท้องอืด ท้องเสีย) และต้องระวังการใช้ในผู้ที่การทำงานของไตบกพร่องมากๆ

ทีม “กระตุ้นพลัง” – ซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas – SUs) และ กลิไนด์ (Glinides):

  • หน้าที่: เหมือน “ทีมเชียร์ลีดเดอร์” ที่คอยกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้น
  • ความต่าง: SUs ออกฤทธิ์นานกว่า (เชียร์ตลอดวัน) ส่วน Glinides ออกฤทธิ์สั้นและเร็วกว่า (เชียร์เฉพาะช่วงมื้ออาหาร)
  • จุดเด่น: ลดน้ำตาลได้ดี
  • ข้อควรจำ: มีความเสี่ยงทำให้เกิด ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) ได้สูงกว่ายาบางกลุ่ม และอาจทำให้น้ำหนักขึ้นได้

ทีม “เพิ่มความไว” – ไทอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinediones – TZDs):

  • หน้าที่: เป็น “เทรนเนอร์” ที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและไขมัน ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น (ลดภาวะดื้ออินซูลินอย่างแรง)
  • จุดเด่น: ลดน้ำตาลได้ดี และอาจมีผลดีต่อไขมันบางชนิด
  • ข้อควรจำ: อาจทำให้น้ำหนักขึ้น หรือเกิดอาการบวมน้ำได้ และไม่แนะนำในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว

ทีม “ชะลอการดูดซึม” – อัลฟา-กลูโคซิเดส อินฮิบิเตอร์ (Alpha-glucosidase Inhibitors – AGIs):

  • หน้าที่: เหมือน “ด่านชะลอความเร็ว” ที่ลำไส้เล็ก ช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ทำให้น้ำตาลหลังอาหารไม่สูงขึ้นเร็วเกินไป
  • จุดเด่น: เน้นลดน้ำตาลหลังอาหาร ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำหากใช้เดี่ยวๆ
  • ข้อควรจำ: อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ท้องอืด ผายลม เนื่องจากน้ำตาลที่ไม่ถูกดูดซึมไปหมักหมมที่ลำไส้ใหญ่

ทีม “เสริมพลังฮอร์โมนเดิม” – ดีพีพี-4 อินฮิบิเตอร์ (DPP-4 Inhibitors):

  • หน้าที่: เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ไปยับยั้งเอนไซม์ DPP-4 ทำให้ฮอร์โมนธรรมชาติในลำไส้ของเรา (Incretin hormones) ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและลดการสร้างน้ำตาล มีอายุยืนยาวขึ้นและออกฤทธิ์ได้นานขึ้น
  • จุดเด่น: ลดน้ำตาลได้ปานกลาง ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำน้อยมาก มักไม่มีผลต่อน้ำหนัก และอาการข้างเคียงน้อย
  • ข้อควรจำ: ประสิทธิภาพอาจไม่สูงเท่ายากลุ่มอื่นบางกลุ่ม

ทีม “ดาวเด่นแห่งยุค” – เอสจีแอลที-2 อินฮิบิเตอร์ (SGLT2 inhibitors) และ จีแอลพี-วัน รีเซปเตอร์ อะโกนิสต์ (GLP-1 Receptor Agonists – GLP-1 RA):

  • SGLT2 inhibitors (ยาขับน้ำตาลทางไต):
  • หน้าที่: เปรียบเหมือน “ผู้ช่วยกรองน้ำตาลส่วนเกิน” ที่ไต ทำให้ร่างกายขับน้ำตาลส่วนเกินทิ้งออกไปทางปัสสาวะ
  • จุดเด่น (ที่มากกว่าลดน้ำตาล): นี่คือ “พระเอกตัวจริง” ในยุคนี้! นอกจากลดน้ำตาล ลดน้ำหนัก ลดความดันได้เล็กน้อย ยังมีผล ปกป้องหัวใจและไต อย่างชัดเจน ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากหัวใจล้มเหลว และชะลอการเสื่อมของไตได้ ไม่ว่าคนไข้จะมีโรคหัวใจ/ไตมาก่อนหรือไม่ก็ตาม!
  • ข้อควรจำ: อาจเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรืออวัยวะเพศ และต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ

GLP-1 Receptor Agonists (ยาฉีดกลุ่มคล้ายฮอร์โมน GLP-1):

  • หน้าที่: เป็น “ฮอร์โมนอัจฉริยะเลียนแบบธรรมชาติ” (ส่วนใหญ่เป็นยาฉีด) ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน: กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เฉพาะเมื่อน้ำตาลสูง, ลดการหลั่งกลูคากอน (ฮอร์โมนที่เพิ่มน้ำตาล), ชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร (ทำให้อิ่มนาน), และลดความอยากอาหาร
  • จุดเด่น (ที่มากกว่าลดน้ำตาล): ลดน้ำตาลได้ดีมาก ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำน้อย ช่วย ลดน้ำหนัก ได้อย่างชัดเจน และมีผล ปกป้องหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดและเส้นเลือดสมองตีบในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
  • ข้อควรจำ: เป็นยาฉีด (อาจไม่สะดวกสำหรับบางคน) และอาจมีอาการข้างเคียงทางทางเดินอาหารในช่วงแรก (เช่น คลื่นไส้)

ทีม “กำลังเสริมสำคัญ” – อินซูลิน (Insulin):

  • หน้าที่: เป็น “กำลังเสริมโดยตรง” เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินไม่พอ หรือไม่สามารถใช้ยาอื่นควบคุมน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย
  • ประเภท: มีหลายชนิดมาก ทั้งแบบออกฤทธิ์สั้น (ใช้กับมื้ออาหาร – Bolus), ออกฤทธิ์นาน (ควบคุมระดับพื้นฐาน – Basal), และแบบผสม (Premixed)
  • ความเข้าใจผิด: การต้องฉีดอินซูลิน ไม่ใช่ ความล้มเหลวของการรักษา หรือแปลว่าอาการหนักเสมอไป แต่มันคือ “เครื่องมือที่จำเป็น” และมีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยหลายๆ คนครับ
  • ข้อควรจำ: ต้องเรียนรู้วิธีฉีด การปรับขนาด และมีความเสี่ยงทำให้เกิด ภาวะน้ำตาลต่ำ หากจัดการไม่เหมาะสม และอาจทำให้น้ำหนักขึ้นได้

การวาง “กลยุทธ์” ใช้ยา: ไม่ใช่แค่เลือก แต่คือการผสมผสาน

น้อยคนนักที่จะใช้ยาเบาหวานเพียงตัวเดียวไปตลอดครับ ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป อาจจำเป็นต้องใช้ยา หลายชนิดร่วมกัน (Combination Therapy) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้าหมาย

แนวทางฯ 2566 ให้ความสำคัญกับการ “วางแผน” การใช้ยาตั้งแต่ต้น โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น และมีจุดที่น่าสนใจคือ:

  • Metformin ยังคงเป็นยาหลักตัวแรก สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ หากไม่มีข้อห้าม
  • ยาตัวที่สอง (หรือสาม) ไม่ได้มีสูตรตายตัว: การเลือกยาเสริมจะพิจารณาจาก:
  • ประสิทธิภาพในการลด A1c ที่ต้องการ
  • ความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำ
  • ผลต่อน้ำหนักตัว
  • !!! ประโยชน์ต่อหัวใจและไต (ASCVD/HF/CKD): นี่คือจุดเน้นสำคัญ! หากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง หรือมีโรคหัวใจ/ไตอยู่แล้ว แนวทางฯ แนะนำให้ เลือกใช้ SGLT2i หรือ GLP-1 RA ที่มีข้อมูลสนับสนุน เป็นลำดับต้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ A1c สูงมาก หรือลองยาอื่นก่อน (หากไม่มีข้อห้าม)
  • ราคาและความสามารถในการเข้าถึงยา
  • ความสะดวกและความพึงพอใจของผู้ป่วย
  • การใช้อินซูลิน: พิจารณาเมื่อใช้ยาอื่นแล้วยังคุมน้ำตาลไม่ได้ตามเป้า หรือมีภาวะน้ำตาลสูงมากตั้งแต่แรก หรือมีข้อห้ามในการใช้ยาชนิดอื่น

พลังที่แท้จริง: เมื่อ “ยา” ทำงานร่วมกับ “เรา”

ยาเบาหวานเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังครับ แต่จะทรงพลังที่สุดก็ต่อเมื่อมันถูกใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และที่สำคัญคือ ทำงานร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา

  • กินยาให้ถูก: ถูกตัว ถูกขนาด ถูกเวลา ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • อย่าหยุดยาเอง: หากมีปัญหาหรือข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
  • เข้าใจยาของตัวเอง: รู้ว่ายาแต่ละตัวชื่ออะไร ออกฤทธิ์อย่างไร มีข้อควรระวังอะไรบ้าง
  • เป็นส่วนหนึ่งของทีม: สอบถาม พูดคุย ให้ข้อมูลกับทีมรักษา เกี่ยวกับอาการ ผลข้างเคียง หรือปัญหาในการใช้ยา เพื่อให้การปรับแผนการรักษามีประสิทธิภาพที่สุด

ยาเบาหวาน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือเครื่องมือสู่สุขภาพที่ดี

ผมหวังว่าการเปิด “กล่องเครื่องมือยาเบาหวาน” ในวันนี้ จะช่วยคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจเรื่องยาเบาหวานให้ทุกคนมากขึ้นนะครับ ยาไม่ใช่ศัตรู แต่เป็น “พันธมิตร” ที่จะช่วยให้เราควบคุมเบาหวานและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

สิ่งที่อยากฝากไว้จากบทความนี้คือ ครั้งต่อไปที่คุณไปพบคุณหมอหรือเภสัชกร ลองตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ยา” ที่คุณใช้อยู่ดูไหมครับ? ถามว่า “ยาตัวนี้ช่วยผมเรื่องอะไรบ้าง นอกจากลดน้ำตาล?” หรือ “มีทางเลือกอื่นที่เหมาะกับผมมากกว่านี้ไหม?” การเป็นผู้ป่วยที่ “รู้เท่าทัน” และ “มีส่วนร่วม” คือกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวครับ

ดูแลสุขภาพนะครับ

เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

Ref : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 (Clinical Practice Guideline for Diabetes 2023). กรุงเทพมหานคร: บริษัท ศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด.

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน