“หมอบอกเป็นเบาหวาน…แล้วชีวิตต้องเปลี่ยนไปตลอดเลยเหรอ?” เปิดแผนที่สุขภาพ รับมือเบาหวานแบบไม่หลงทาง

by | 7 May 2025

บทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

“พี่วิรุณครับ… หมอบอกว่าผมเริ่มเป็นเบาหวานแล้ว”

น้ำเสียงของคุณพี่ท่านหนึ่งที่ผมคุ้นเคยในร้านยาเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังก้องอยู่ในหูผม มันไม่ใช่แค่คำบอกเล่า แต่มันเต็มไปด้วยความกังวล สับสน และคำถามมากมายที่มองไม่เห็นทางออก “แล้วต้องกินยาตลอดชีวิตไหม? ต้องอดของอร่อยทุกอย่างเลยรึเปล่า? แล้วตาจะบอด ไตจะวาย จริงไหม?”

ผมเชื่อว่าความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ สำหรับหลายๆ คน คำว่า “เบาหวาน” มันเหมือนคำประกาศิตที่พลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ ภาพจำเก่าๆ เกี่ยวกับข้อจำกัดมากมาย การต้องพึ่งยาไปตลอด และความน่ากลัวของภาวะแทรกซ้อน มันถาโถมเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทัน

แต่ถ้าผมจะบอกว่า… ภาพจำเหล่านั้น อาจจะไม่ใช่ภาพทั้งหมดของเบาหวานในยุคนี้แล้วล่ะครับ?

สวัสดีครับ ผมเภสัชกรวิรุณ เวชศิริ วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาเปิด “แผนที่สุขภาพ” แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566 ที่ได้ออกมาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเปรียบเสมือน GPS นำทางฉบับอัปเดต ที่จะช่วยให้เรา หรือคนที่เรารัก สามารถเดินทางบนเส้นทางสายเบาหวานได้อย่างเข้าใจ ไม่สับสน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ครับ

ทำไมต้องมี “แผนที่”? โลกเปลี่ยน เบาหวานก็เปลี่ยนครับ

บางคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ! แนวทางเดิมก็มีอยู่แล้ว ทำไมต้องมีฉบับใหม่อีก?

ลองนึกภาพตามนะครับ สมัยก่อน เวลาเราจะเดินทางไปไหน เราอาจใช้แผนที่กระดาษ หรือถามทางคนแถวนั้น แต่เดี๋ยวนี้ เรามี Google Maps ที่อัปเดตเส้นทางแบบเรียลไทม์ บอกได้แม้กระทั่งว่าตรงไหนรถติด หรือมีอุบัติเหตุ

วงการแพทย์ก็เหมือนกันครับ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานมันไม่ได้หยุดนิ่ง มีงานวิจัยใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เราค้นพบยาชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีผลข้างเคียงน้อยลง หรือแม้กระทั่งมี “คุณสมบัติพิเศษ” ที่นอกเหนือไปจากการลดน้ำตาล เราเข้าใจกลไกของโรคซับซ้อนขึ้น รู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบ และที่สำคัญที่สุดคือ เรามอง “คนไข้” เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

แนวทางฯ 2566 นี้ จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ แต่มันสะท้อน “กระบวนทัศน์” (paradigm shift) ที่เปลี่ยนไปในการดูแลเบาหวานครับ มันไม่ใช่แค่การ “คุมน้ำตาล” ให้ได้ตามตัวเลข แต่มันคือการดูแล “ทั้งชีวิต” ของผู้ป่วย ให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เหมือนการอัปเดต GPS ให้เราเดินทางถึงจุดหมาย (สุขภาพที่ดี) ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองครับ

แก่นสำคัญของแผนที่ฉบับ 2566: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “คุณ”

หัวใจหลักของแนวทางฯ ฉบับนี้ที่ผมอยากเน้นย้ำ คือคำว่า “การดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคล” (Personalized Care หรือ Patient-Centered Care)

ลืมภาพการรักษาแบบ “เสื้อโหล” (one-size-fits-all) ไปได้เลยครับ สมัยก่อนเราอาจจะยึดติดกับตัวเลขเป้าหมายค่า HbA1c (ค่าน้ำตาลสะสมเฉลี่ย) ที่เท่ากันหมดสำหรับทุกคน แต่แนวทางฯ ใหม่นี้บอกเราว่า “เป้าหมายของฉัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนเป้าหมายของคุณ”

ลองนึกถึงนักกีฬาสองคน คนหนึ่งเป็นนักวิ่งมาราธอน อีกคนเป็นนักยกน้ำหนัก โปรแกรมการฝึกซ้อมและเป้าหมายของเขาย่อมแตกต่างกันใช่ไหมครับ? การดูแลเบาหวานก็เช่นกันครับ

เป้าหมายที่ยืดหยุ่น (Flexible Goals): คุณลุงอายุ 75 ปี ที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย อาจมีเป้าหมาย A1c ที่ผ่อนปรนกว่าหนุ่มวัยทำงานที่เพิ่งเริ่มเป็นเบาหวานและยังแข็งแรงดี เป้าหมายไม่ได้มีแค่ค่า A1c แต่รวมถึงระดับน้ำตาลก่อน-หลังอาหาร ความดันโลหิต ไขมัน น้ำหนักตัว และที่สำคัญคือ “ความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำ” (Hypoglycemia) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่แพ้น้ำตาลสูงเลยครับ

การตัดสินใจร่วมกัน (Shared Decision Making): หมอ พยาบาล เภสัชกร นักกำหนดอาหาร ไม่ใช่แค่ “ผู้สั่งการ” แต่เป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่จะช่วยให้ข้อมูล ให้ทางเลือก และร่วมตัดสินใจกับ “เรา” ซึ่งเป็นผู้ป่วยหรือผู้ดูแล ว่าแนวทางการรักษาแบบไหนเหมาะสมกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และความต้องการของเรามากที่สุด

ไฮไลท์เด็ดในแผนที่ 2566: มีอะไรใหม่ที่เราควรรู้?

เอาล่ะครับ มาถึงส่วนที่หลายคนอยากรู้ที่สุด ว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจในแนวทางฯ ฉบับนี้บ้าง ผมขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญๆ ดังนี้ครับ

“ไลฟ์สไตล์” ยังคงเป็นพระเอก (Lifestyle Remains Key):

เรื่องนี้ไม่เคยเก่าครับ ไม่ว่ายาจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งเรื่อง อาหาร (Medical Nutrition Therapy – MNT) และ การออกกำลังกาย (Exercise) ยังคงเป็น “ฐานราก” ที่สำคัญที่สุดของการดูแลเบาหวาน เหมือนโครงสร้างหลักของบ้านที่ต้องแข็งแรงก่อน ถึงจะต่อเติมส่วนอื่นๆ ได้

แนวทางฯ ใหม่นี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการโดยผู้เชี่ยวชาญ และการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ใช่แค่บอกว่า “ห้ามกินหวาน” หรือ “ต้องไปวิ่ง” แต่ลงรายละเอียดถึงรูปแบบ ปริมาณ และความถี่ที่เหมาะสม

ข่าวดี! “เบาหวานระยะสงบ” (Diabetes Remission) ไม่ใช่แค่ฝัน: แนวทางฯ นี้กล่าวถึง “ภาวะเบาหวานสงบ” อย่างจริงจังมากขึ้น หมายถึงภาวะที่ค่าน้ำตาลสะสมกลับมาเป็นปกติได้โดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จริง! โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีนัยสำคัญผ่านการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างเข้มข้น นี่เป็นเหมือน “แสงสว่าง” ที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดีเยี่ยมเลยครับ แตต้องบอกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดนะครับ

ปฏิวัติวงการยา: ไม่ใช่แค่ลดน้ำตาล แต่ปกป้องหัวใจและไต! (Medication Revolution):

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญเลยครับ! เรามียากลุ่มใหม่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SGLT2 inhibitors (ยาที่ขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ) และ GLP-1 Receptor Agonists (GLP-1 RA) (ยาฉีดที่ช่วยควบคุมน้ำตาลและลดความอยากอาหาร)

ความ “ว้าว” ของยา 2 กลุ่มนี้คือ นอกจากจะช่วยลดน้ำตาลได้ดี ลดความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ (บางตัว) และช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว ยังมี “ผลพลอยได้” ที่ยอดเยี่ยมคือ การปกป้องหัวใจและไต ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลว ลดการเสื่อมของไต ได้อย่างชัดเจนจากงานวิจัยขนาดใหญ่มากมาย

ลองนึกภาพว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ยาลดน้ำตาล” แต่เป็นเหมือน “บอดี้การ์ด” ที่คอยคุ้มกันอวัยวะสำคัญของเราไปด้วยในตัว แนวทางฯ ใหม่จึงแนะนำให้พิจารณายากลุ่มนี้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและไตครับ

เทคโนโลยีเข้ามาช่วย: เห็นภาพชัด จัดการง่ายขึ้น (Technology Integration):

การตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว (SMBG) ยังจำเป็นครับ แต่มันเหมือนการ “ถ่ายรูป” น้ำตาล ณ เวลานั้นๆ แต่เดี๋ยวนี้ เรามี เครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring – CGM) ที่เปรียบเสมือนการ “ถ่ายวิดีโอ” ระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เราและทีมแพทย์เห็น “ภาพรวม” และ “แนวโน้ม” ของระดับน้ำตาลได้ชัดเจนขึ้นมาก

CGM ช่วยให้เราเห็นว่าอาหารมื้อไหน กิจกรรมอะไร หรือยาตัวไหน ส่งผลต่อระดับน้ำตาลของเราอย่างไร ทำให้การปรับเปลี่ยนต่างๆ ทำได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนมี GPS ส่วนตัวที่บอกข้อมูลเชิงลึกตลอดการเดินทางครับ แนวทางฯ ใหม่จึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ CGM มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้อินซูลิน หรือมีความเสี่ยงน้ำตาลต่ำบ่อยๆ

ภาวะแทรกซ้อน: รู้เร็ว ป้องกันได้ ไม่ต้องรอให้เกิด (Proactive Complication Screening):

แนวทางฯ นี้ยังคงเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเป็นประจำทุกปี ทั้ง ตา (ตรวจจอประสาทตา), ไต (ตรวจปัสสาวะหาไข่ขาวรั่ว (Albuminuria) และตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไต (eGFR)), เท้า (ตรวจเส้นประสาทและความรู้สึก ตรวจหลอดเลือด), และ หัวใจ (ประเมินความเสี่ยง ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจตามความเหมาะสม)

เปรียบเหมือนการเอารถเข้าศูนย์เช็คระยะครับ เราไม่ได้รอให้รถเสียกลางทางถึงค่อยซ่อม การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอจะช่วยให้เราเจอความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยังสามารถชะลอหรือป้องกันไม่ให้ลุกลามได้

ไม่ใช่แค่ “รู้” แต่ต้อง “ลงมือทำ”: พลังอยู่ในมือเราครับ

แผนที่ดีแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์ถ้าเราไม่กางมันออกดูและออกเดินทางใช่ไหมครับ? แนวทางฯ 2566 นี้ก็เช่นกันครับ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่พลังที่แท้จริงอยู่ที่ “เรา” ผู้ป่วยและผู้ดูแลครับ

เรียนรู้และเข้าใจ: ทำความเข้าใจกับ “แผนที่” ส่วนตัวของเรา เป้าหมายคืออะไร? เส้นทางไหนที่เหมาะกับเรา?

  • ลงมือปรับเปลี่ยน: เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารที่ดีขึ้น ขยับร่างกายมากขึ้น หรือกินยาให้สม่ำเสมอ
  • ติดตามและประเมินผล: หมั่นตรวจเช็คน้ำตาล (ตามคำแนะนำ) สังเกตอาการตัวเอง และกลับไปพบทีมแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินผลและปรับแผนการเดินทาง
  • อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ: ทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกำหนดอาหาร รวมถึงครอบครัวและเพื่อน คือ “เพื่อนร่วมทาง” ที่พร้อมสนับสนุนเราเสมอครับ

บทสรุป: ก้าวต่อไปบนเส้นทางเบาหวานอย่างมั่นใจ

แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 เป็นเหมือนเข็มทิศและแผนที่ฉบับปรับปรุงใหม่ ที่ช่วยให้การเดินทางบนเส้นทางสายเบาหวานของเราชัดเจนและมั่นคงขึ้น มันบอกเราว่าเบาหวานไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง เครื่องมือที่ทันสมัย และการดูแลที่ใส่ใจในความเป็น “เรา” มากขึ้น

จากนี้ไป เวลาเราได้ยินคำว่า “เบาหวาน” ผมไม่อยากให้เรารู้สึกท้อแท้หรือสับสน แต่อยากให้มองว่ามันคือ “ความท้าทาย” ที่เราสามารถรับมือได้ ด้วย “แผนที่” ที่อยู่ในมือ และ “ทีมสนับสนุน” ที่อยู่เคียงข้าง

คำถามทิ้งท้าย: วันนี้ มีอะไร “เล็กๆ” สักหนึ่งอย่าง ที่เราสามารถเริ่มต้น “ลงมือทำ” เพื่อดูแลสุขภาพตามแผนที่ฉบับใหม่นี้ได้บ้างครับ? ไม่ว่าจะเป็นการเดินเพิ่มขึ้น 10 นาที การลดเครื่องดื่มหวานๆ หนึ่งแก้ว หรือการตั้งคำถามกับคุณหมอหรือเภสัชกรในนัดครั้งต่อไป… การเดินทางไกล เริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอครับ

ด้วยความห่วงใยครับ

เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

Ref : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 (Clinical Practice Guideline for Diabetes 2023). กรุงเทพมหานคร: บริษัท ศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด.

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน