ยาชีววัตถุและ Biosimilars โอกาสใหม่ในตลาดยาไทย

by | 13 May 2025

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ “ยาชีววัตถุ” และ “Biosimilars” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มยาที่มีบทบาทสำคัญในระบบสุขภาพทั่วโลก โดยเฉพาะในการรักษาโรคเรื้อรังและโรคเฉพาะทาง เช่น มะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน การเข้ามาของ Biosimilars ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุข แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

บทความนี้เหมาะสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมยาทั้ง แพทย์ เภสัชกร ผู้บริหารโรงพยาบาล ผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพ รวมถึงนักลงทุนหรือผู้ที่สนใจแนวโน้มธุรกิจยานวัตกรรมค่ะ โดยจะพาทุกท่านสำรวจตั้งแต่ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยาชีววัตถุและBiosimilars ไปจนถึงการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายในการพัฒนาและใช้ยาเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทย พร้อมข้อมูลล่าสุดของปี 2024–2025 ที่จะชี้ให้เห็นว่าตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างน่าติดตาม

เมื่ออ่านจบ ทุกๆท่านจะเข้าใจว่าทำไม Biosimilars จึงไม่ใช่แค่ “ยาเลียนแบบ” แต่คือโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่ประเทศไทยควรคว้าไว้ เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากลค่ะ

ยาชีววัตถุ (Biologics) และ Biosimilars คืออะไร ความแตกต่างจากยาสามัญ

ยาชีววัตถุ (Biologics) คือยาที่ตัวยาสำคัญได้จากสิ่งมีชีวิตหรือกระบวนการทางชีวภาพ เช่น อินซูลินที่ผลิตจากแบคทีเรียที่ตัดต่อพันธุกรรม ,monoclonal antibodies ,วัคซีน หรือผลิตภัณฑ์เลือดต่างๆ

Biosimilars (ยาชีววัตถุคล้ายคลึง) เป็นยาชีววัตถุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับยาชีววัตถุต้นแบบที่ได้รับอนุญาตแล้ว ทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ

ยาสามัญ (Generic) ทั่วไปเป็นยาเคมีที่มีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก ผลิตด้วยกระบวนการทางเคมีซึ่งสามารถผลิตซ้ำได้เหมือนยาต้นแบบทุกประการ ต่างจากยาชีวเภสัชและ Biosimilars ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ซับซ้อน และอาจมีความแตกต่างขึ้นได้ง่ายหากการผลิตเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

กล่าวคือ “Biosimilar ไม่ใช่ Generic ทั่วไป เนื่องจากไม่สามารถสร้างให้เหมือนต้นแบบได้ทั้งหมด ต้องมีการพิสูจน์ความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านโครงสร้าง คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยตามเกณฑ์เฉพาะ”

ตัวอย่าง Biosimilar เช่น อินซูลิน Glargine ชนิดเคลื่อนย้ายได้ (Basaglar) ที่เลียนแบบอินซูลิน Glargine ต้นแบบ และmonoclonal antibodies หลายตัวยา

ภาพรวมตลาดยาชีววัตถุและ Biosimilars ในประเทศไทย

ตลาดยาชีววัตถุโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าตลาดทั่วโลกเพิ่มจาก 533.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (17,735.55 พันล้านบาท) ในปี 2024 เป็น 610.25 พันล้านดอลลาร์ (20,292.34 พันล้านบาท) ในปี 2025 (CAGR อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 14.4%) และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 1,068.24 พันล้านดอลลาร์ (35,521.65  พันล้านบาท) ในปี 2029 (CAGR ประมาณ 15%) สำหรับตลาดยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars Market) ทั่วโลก คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 34.8 พันล้านดอลลาร์ (1,157.19 พันล้านบาท) ในปี 2024 และโตถึง 93.1 พันล้านดอลลาร์ (3,095.81พันล้านบาท) ในปี 2030 (CAGR ~17.8%) โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการขยายตัวสูง (คาด CAGR ~20.3% ในปี 2024–2030) เนื่องจากประชากรสูงอายุและความต้องการรักษาโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ประชากรกำลังสูงวัย ส่งผลเพิ่มความต้องการยาเฉพาะทางและชีวเภสัช

สำหรับประเทศไทย แม้ตลาดยาสามัญจะครองสัดส่วนหลัก โดยไทยมีศักยภาพเป็นผู้ผลิตยาสามัญขั้นสูง แต่ตลาดชีวเภสัชเริ่มมีความสำคัญเพิ่มขึ้น การศึกษาพบว่าไทยมีสัดส่วนตลาดยาชีววัตถุเพียงประมาณ 0.2% ของโลกในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตด้วย CAGR ราว 11.3% (ปี 2025–2030) มูลค่าตลาดยาทั้งประเทศอยู่ในระดับประมาณ 1.7  แสนล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันไทยยังพึ่งพายานำเข้าเป็นส่วนใหญ่ (65% ของมูลค่าตลาดยาไทย ประมาณ 2.25 แสนล้านบาท มาจากการนำเข้า) ขณะที่การผลิตภายในประเทศมีเพียง 35% (เป็นยาสามัญสำเร็จรูปที่เลียนแบบสูตรยาต้นแบบหมดสิทธิบัตรแล้ว) อย่างไรก็ดี แนวโน้มเชิงบวกของตลาดแสดงถึงโอกาสในการเติบโต เพราะนอกจากศักยภาพทางการวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังมีการร่วมมือระดับนานาชาติ เช่น Siam Bioscience ที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นฐานการผลิต Biosimilars ในไทย

ปัจจัยผลักดันการเติบโตของตลาด

  • ประชากรสูงอายุและโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น: ประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้โรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน และโรคข้อภูมิแพ้จำนวนเพิ่มขึ้น จึงต้องการยาชีวเภสัชและยาเฉพาะทางมากขึ้น
  • หมดสิทธิบัตรยาชีววัตถุ: ยาโปรตีนหลายตัวอายุสิทธิบัตรสิ้นสุด เปิดโอกาสให้ยาชีววัตถุคล้ายคลึงเข้ามาทดแทนต้นแบบ ซึ่งมีราคาถูกกว่า ช่วยลดต้นทุนการรักษาและทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาสูงมูลค่าได้ง่ายขึ้น
  • นโยบายรัฐสนับสนุน: ภาครัฐมีการส่งเสริมเทคโนโลยีชีวภาพภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันวิจัย ทั้งยังออกแนวทางและเอกสารกำกับการอนุญาต Biosimilars ช่วยเร่งการขึ้นทะเบียนและดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้
  • การยอมรับของบุคลากรทางการแพทย์: หน่วยงานวิชาการและสมาคมโรคเรื้อรังของไทยได้ออกคำแนะนำแนวทางการใช้ Biosimilars ทำให้แพทย์มีความมั่นใจมากขึ้นในการสั่งใช้ อีกทั้งมีโครงการศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลเพื่อส่งเสริมการใช้ยาชีววัตถุคล้ายคลึง
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ R&D: นวัตกรรมผลิตยาชีวภาพ เช่น เทคนิคพันธุวิศวกรรม การเพาะเลี้ยงเซลล์ และกระบวนการผลิตที่มีความแม่นยำเพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนในงานวิจัยยาชีวภาพทั่วโลก ทำให้มีผลงานใหม่ๆ มากมายเข้ามาสู่ตลาด

โอกาสและความท้าทายของการผลิต การนำเข้า และการใช้ Biosimilars ในประเทศไทย

โอกาส (Opportunities)ความท้าทาย (Challenges)
→ การพัฒนาการผลิตในประเทศตามแนวคิด Thailand 4.0 ช่วยลดการนำเข้าได้มาก (ปัจจุบันไทยมีการนำเข้ายาสูงถึง 65% ของมูลค่าตลาด) การจัดตั้งโรงงานชีวเภสัชภัณฑ์ยุคใหม่ (เช่น สยามไบโอไซเอนซ์) จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดปัญหาการขาดแคลนยา→ กระบวนการผลิตซับซ้อน: ยาชีวเภสัชมีขนาดโมเลกุลใหญ่มาก และต้องควบคุมกระบวนการทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด จึงใช้ทุนสูง (สูงกว่าอุตสาหกรรมยาสามัญมาก)
→ การผลิตสารตั้งต้น (API) ภายในประเทศ: หากไทยสามารถผลิตวัตถุดิบชีวภาพเองได้ จะลดการพึ่งพาต่างประเทศและเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบยา→ การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย: เนื่องจากความเป็นชีวภาพของตัวยา การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและ immunogenicity ได้ ต้องมีระบบติดตามความปลอดภัย (Pharmacovigilance) และบรรจุภัณฑ์ที่มั่นคง ชัดเจนในการสกัดกั้นข้อผิดพลาด
→ ยาชีววัตถุคล้ายคลึงมีราคาต่ำกว่ายาชีววัตถุเดิมมาก ผู้ป่วยกลุ่มโรคร้ายแรงจึงเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น และภาครัฐประหยัดงบในการจัดหายา→ ไม่สามารถสับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ: กฎหมายไทยไม่สนับสนุนการแทนที่ยาชีววัตถุต้นแบบด้วย Biosimilars โดยตรง เพราะความแตกต่างจนอาจเกิดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย
→ ความเชื่อมั่นของแพทย์และผู้ป่วย: วัฒนธรรมการรักษาไทยยังคุ้นเคยกับยาเดิม ผู้ป่วยบางส่วนและแพทย์อาจมีความลังเลในการใช้ยาทดแทนใหม่ การสร้างความรู้และความเชื่อมั่นในคุณภาพของ Biosimilars จึงเป็นสิ่งจำเป็น

แนวโน้มวิจัยและตลาดของ Biosimilars ในเอเชียและไทย

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาไบโอซิมิลาร์ ได้แก่ ศักยภาพของตลาด เวลาที่สิทธิบัตรหมดอายุ พื้นที่เกิดโรค ขนาดประชากรผู้ป่วย และความซับซ้อนของการผลิตและการทดสอบทางคลินิก

1. ยาที่น่าสนใจในการวิจัยและตลาด (ในต่างประเทศ)

หลายชีววัตถุขนาดใหญ่ (biologics) อยู่ระหว่างมีหรือใกล้จะมี Biosimilars เช่น

  • Tocilizumab (Actemra) – สารต้าน IL-6 ใช้ในโรคข้ออักเสบ ล่าสุดมี Biosimilars Tofidence ได้รับอนุมัติ FDA (2023) และเพิ่งถูก Organon เข้าซื้อสิทธิ์ตลาดสหรัฐ
  • Insulin Aspart (Novolog) – ไฮบริดอินซูลินชนิดฉีดรักษาเบาหวาน ยี่ห้อ Merilog เป็นไบโอซิมิลาร์ชนิดแรกของอินซูลินได้รับอนุมัติ.
  • Ustekinumab (Stelara) – ต้าน IL-12/23 ใช้ในโรคสะเก็ดเงินและ Crohn’s ล่าสุด Celltrion เปิดตัว STEQEYMA® ในประเทศสหรัฐ (มีผล 2025) พร้อมมีของ Samsung (SB17) อยู่ในท่อทดสอบทางคลินิก
  • Denosumab (Prolia/Xgeva) – ต้าน RANKL สำหรับโรคกระดูกพรุนและมะเร็งกระดูก มีผลิตภัณฑ์ไบโอซิมิลาร์ (SB16) กำลังพัฒนา และล่าสุด Celltrion ได้รับอนุมัติ FDA สำหรับ Stoboclo/Osenvelt ใช้รักษาภาวะกระดูกพรุนและกระจายสู่กระดูกเมตะสเตซิส
  • Aflibercept (Eylea) – ยาตา (AMD) ล่าสุดมี Biosimilarsหลายตัวในสหรัฐ เช่น Pavblu และ Ahzantive ได้รับอนุมัติ (2024)
  • Eculizumab (Soliris) – ใช้ในโรคหายาก (PNH) ปัจจุบันมี Epysqli เป็นไบโอซิมิลาร์ตัวที่ 2 ในสหรัฐ (2024)
  • Pembrolizumab (Keytruda) – ยากระตุ้นภูมิคุ้มกันรักษามะเร็งในกลุ่ม PD-1 บริษัท Samsung Bioepis กำลังทดลอง SB27 ในระยะ 3 (มะเร็งปอด non-small cell)
  • Pegfilgrastim (Neulasta) – ใช้ป้องกันการติดเชื้อเม็ดเลือดขาวต่ำหลังเคมีบำบัด มี Udenyca เป็นทางเลือกใหม่ (เด่นด้วยรูปแบบฉีดหลายวิธี)

นอกจากนี้ กลุ่มยาต้านมะเร็งอย่าง trastuzumab, rituximab, infliximab, etanercept และยาผลิตฮอร์โมน/กระตุ้นเลือดต่างๆ ก็มีไบโอซิมิลาร์จำนวนมากในตลาดเดิมอยู่แล้ว (เช่น biosimilar ของ Humira, Enbrel, Herceptin, Avastin, Zarxio เป็นต้น) ซึ่งช่วยขยายการใช้ในแง่ต้นทุน.

2. ตลาดของโรคที่มีความต้องการสูง  (อ้างอิงจากข้อมูลในต่างประเทศ)

ตลาดโรคหลักที่จะขับเคลื่อนความต้องการไบโอซิมิลาร์ได้แก่:

  • มะเร็ง (Oncology) – เป็นตลาดใหญ่ที่สุด (ประมาณ 25% ของตลาดยาไบโอโลจิกทั่วโลก) เพราะมีชีววัตถุตัวสำคัญหลายตัวที่ราคาแพง เช่น trastuzumab (มะเร็งเต้านม HER2+), rituximab (ลิมโฟมา), aflibercept (โรคจอประสาทตา), ยากลุ่ม PD-1 (nivolumab, pembrolizumab) เป็นต้น

การมีไบโอซิมิลาร์ช่วยเพิ่มการเข้าถึง (WHO ยก trastuzumab/rituximab ให้เป็นรายการยาแรงที่ควรเข้าถึงได้ทั่วโลก

  • เบาหวาน (Diabetes) – อินซูลินทั้งแบบฉีดแบบดั้งเดิมและชนิดค่อยๆ ปล่อย (เช่น glargine, aspart) เป็นการรักษาหลัก ยอดใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ไบโอซิมิลาร์ insulin glargine เช่น Semglee ลดต้นทุนได้มาก
  • โรคภูมิต้านทานตัวเอง (Autoimmune/Immunology) – อาทิ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, ลำไส้อักเสบ, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ใช้ยา TNF/Interleukin ตัวสำคัญ (adalimumab, etanercept, ustekinumab เป็นต้น) มีไบโอซิมิลาร์หลายตัวในตลาดเดิม ช่วยลดค่าใช้จ่าย.
  • โรคกระดูก (Bone/Orthopedics) – เช่น โรคกระดูกพรุน ใช้ denosumab (Prolia) และผู้ป่วยมะเร็งกระดูก Metastasis ใช้ denosumab Xgeva ไบโอซิมิลาร์ในกลุ่มนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
  • โรคหายาก (Rare Diseases) – ยากลุ่ม PNH หรือความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (เช่น eculizumab) แพงมาก ไบโอซิมิลาร์จะช่วยบริหารต้นทุนได้ (เช่น Epysqli สำหรับ eculizumab)
  • การรักษาฉุกเฉิน/สนับสนุนทางโลหิตวิทยา – เช่น ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว (filgrastim, pegfilgrastim) และยาเม็ดเลือดแดง (epoetin) ได้รับความนิยมจากไบโอซิมิลาร์มานานแล้ว (เช่น filgrastim biosimilar ลดปัญหา neutropenia ในการรักษาเคมีบำบัด)
  • อื่นๆ – โรคติดเชื้อ (วัคซีน monoclonal ในป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า), ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (enoxaparin ใน ACS/VTE) ก็เป็นรายการใน WHO EML ที่มีตัวเลือกไบโอซิมิลาร์หรือสารเทียบเท่า.

สถานการณ์ในเอเชียและประเทศไทย

ในประเทศไทย แม้ตลาดรวมจะเล็ก (ประมาณ 0.5% ของตลาดโลก ข้อมูลอ้างอิงจากปี 2024) แต่แนวโน้มชัดเจนว่า ชีวเภสัชภัณฑ์/ไบโอซิมิลาร์ เป็นกลุ่มที่ขยายตัวเร็วที่สุด ปัจจุบันบริษัทเช่น Biocon Biologics ได้จำหน่าย Biosimilars หลายตัวในไทย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายแล้วได้แก่ Trastuzumab (ชื่อการค้า Oglivi), Bevacizumab (Abevmy), Pegfilgrastim (Fulphila), Insulin Glargine (Semglee) และ Adalimumab (Hulio) โดยเน้นเป็นยารักษามะเร็ง เบาหวาน และโรคภูมิคุ้มกัน.

ดัดแปลงจาก : Joanna Sadowska (2024). [LinkedIn group post]. LinkedIn. https://www.linkedin.com/feed/update/urn:li:groupPost:70402-7328339167615049729

ชีววัตถุ (Biologics) รายสำคัญที่กำลังหมดสิทธิบัตรระหว่างปี 2025–2029

 ปี 2025

  • Perjeta (Genentech): มะเร็งเต้านมชนิด HER-2 Positive
  • Benlysta (GSK): โรคภูมิแพ้ตัวเองแบบ Systemic Lupus Erythematosus
  • Elelyso (Protalix/Pfizer): โรคโกเช (Gaucher Disease)
  • Blincyto (Amgen): มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute Lymphoblastic Leukemia)

 ปี 2026

  • Kadcyla (Genentech): มะเร็งเต้านมชนิด HER-2 Positive
  • Lartruvo (Lilly): มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน (Soft Tissue Sarcoma)
  • Taltz (Lilly): โรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriasis & Psoriatic Arthritis)

 ปี 2027

  • Myalept (Amryt Pharma): โรคไขมันผิดปกติ (Lipodystrophy)
  • Sylvant (EUSA Pharma): โรค Castleman
  • Trulicity (Lilly): เบาหวานชนิดที่ 2
  • Repatha (Amgen): ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hypercholesterolemia)

 ปี 2028

  • Keytruda (Merck): มะเร็งหลายชนิด
  • Opdivo (Bristol Myers Squibb): มะเร็งหลายชนิด

 ปี 2029

  • Darzalex (Johnson & Johnson): มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Multiple Myeloma
  • Ocrevus (Genentech): โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
  • Cosentyx (Novartis): โรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบสะเก็ดเงิน
  • Enbrel (Amgen): โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

ชวนคิดต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดนี้

-> รัฐควรส่งเสริมการลงทุนและวิจัยพัฒนาชีวเภสัชภัณฑ์โดยผ่อนปรนกฎระเบียบการทดลองทางคลินิกและการขึ้นทะเบียน ให้งบสนับสนุนหรือสิทธิประโยชน์ (BOI, ภาษี) แก่โรงงานผลิตชีวเภสัช เพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ

-> สร้างกลไกด้านราคาและการชำระเงิน เช่น เจรจาราคาและกำหนดอัตราชดเชยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้การใช้ Biosimilars คุ้มค่าและสามารถขยายไปใช้ได้มากขึ้น

-> พัฒนาศักยภาพบุคลากรและสถาบัน: จัดตั้งเครือข่ายร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานรัฐในการฝึกอบรมและวิจัย เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และเพิ่มปริมาณงานวิจัยคลินิกในคนไทย (รวมถึงการศึกษาสับเปลี่ยนยา)

-> ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์: จัดอบรมและเผยแพร่ความรู้แก่แพทย์ เภสัชกร และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประโยชน์ของ Biosimilars  เพื่อลดความเข้าใจผิดและสร้างความมั่นใจในการใช้ยานวัตกรรมไทย

แนวโน้มในอนาคต ตลาดยาชีววัตถุและ Biosimilars ของไทยมีโอกาสเติบโตสูง หากทุกภาคส่วนร่วมมืออย่างต่อเนื่อง หากพัฒนาไปเรื่อยๆและคว้าโอกาสไว้ไทยอาจกลายเป็นฐานผลิต Biosimilars ในภูมิภาค สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพให้ผู้ป่วยอย่างยั่งยืนค่ะ

การเติบโตของตลาดยาชีววัตถุและ Biosimilars ในประเทศไทยถือเป็นก้าวสำคัญที่สามารถยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาล ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงยา และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในด้านนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนค่ะ

การช่วยกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางของยาชีววัตถุในภูมิภาค ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทบาทของทุกภาคส่วนในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การติดตามเทรนด์ แต่คือการร่วมกันกำหนดทิศทางไปข้างหน้า เพื่อให้โอกาสใหม่ของยาชีววัตถุและ Biosimilars แปรเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของระบบสุขภาพไทยในอนาคตค่ะ


ref.

Bangkokbiznews. (2024, April). [ข่าวประชาสัมพันธ์: การพัฒนาวัคซีนชีววัตถุในไทย]. Bangkokbiznews. https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1132509

Marketeer. (2024). ตลาดยาไทยมีมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท และอัตราการเติบโตสูง. https://marketeeronline.co/archives/102120

SCB Economic Intelligence Center. (2023). ชีววัตถุ: อุตสาหกรรมดาวรุ่งของไทยในโลกสุขภาพอนาคต. https://www.scbeic.com/th/detail/product/9443

Grand View Research. (2024). Thailand biologics market outlook. https://www.grandviewresearch.com/horizon/outlook/biologics-market/thailand

สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. (2023). Biosimilar: แนวทางและข้อพิจารณาทางคลินิก (ฉบับมีนาคม) [PDF]. https://www.thairheumatology.org/phocadownload/170/Biosimilar%20version%204%20MARCH%202023_.pdf

สมาคมเภสัชกรรมอุตสาหการ (ประเทศไทย). (n.d.). ยาชีววัตถุคล้ายคลึง: ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยาไทย [PDF]. https://www.pat.or.th/attachment/academic-article/article_009.pdf

IQVIA. (2024). Key tailwinds and headwinds impacting the outlook for the Asian pharmaceutical market. https://www.iqvia.com/library/articles/key-tailwinds-and-headwinds-impacting-the-outlook-for-the-asian-pharmaceutical-market

The Business Research Company. (2024). Biologics global market report 2024. https://www.thebusinessresearchcompany.com/report/biologics-global-market-report

BusinessWire. (2025, March 11). Biosimilars Market: Global Forecasts 2024–2030. https://www.businesswire.com/news/home/20250311461532/en

Biosimilar Development. (n.d.). Building Thailand’s biosimilar industry from the ground up. https://www.biosimilardevelopment.com/doc/building-thailand-s-biosimilar-industry-from-the-ground-up-0001

วงการแพทย์. (n.d.). ยาชีววัตถุ: หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิต. วงการแพทย์. https://www.wongkarnpat.com/viewya.php?id=2348

Center for Biosimilars. (2024). Latest biosimilar deals signal growth across immunology, oncology markets. https://www.centerforbiosimilars.com/view/latest-biosimilar-deals-signal-growth-across-immunology-oncology-markets

Center for Biosimilars. (2024). FDA approves first insulin aspart biosimilar. https://www.centerforbiosimilars.com/view/fda-approves-first-insulin-aspart-biosimilar

Center for Biosimilars. (n.d.). Biosimilar approvals and launches. https://www.centerforbiosimilars.com/approvals-launches

Celltrion. (2024). Celltrion has nine biosimilars approved in major global markets. https://www.celltrion.com/en-us/company/media-center/press-release/3811

Celltrion. (2023). Celltrion receives U.S. FDA approval for biosimilars referencing PROLIA® and XGEVA®. https://www.celltrion.com/en-us/company/media-center/press-release/3768

Samsung Bioepis. (2024, April). Samsung Bioepis expands global biosimilar portfolio. https://www.samsungbioepis.com/en/newsroom/newsroomView.do?idx=385

Grand View Research. (2024). Thailand pharmaceutical market outlook. https://www.grandviewresearch.com/horizon/outlook/pharmaceutical-market/thailand

BioSpace. (2024). Biosimilars market size poised to hit USD 150.26 billion by 2033. https://www.biospace.com/biosimilars-market-size-poised-to-hit-usd-150-26-billion-by-2033

World Health Organization. (2025, February 13). Biosimilars: Expanding access to essential biologic therapies. https://www.who.int/news/item/13-02-2025-biosimilars–expanding-access-to-essential-biologic-therapies

Biocon Biologics. (n.d.). Homepage. https://www.bioconbiologics.com

Joanna Sadowska (2024). [LinkedIn group post]. LinkedIn. https://www.linkedin.com/feed/update/urn:li:groupPost:70402-7328339167615049729

ทุกๆท่านสามารถเรียนรู้ และสามารถเข้าอบรมเทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์เพื่อเป็นแนวทางการเข้าวงการยาได้ วันที่ 18 พ.ค 68 นี้ค่ะ

ลิ้งค์ลงทะเบียน >> https://forms.gle/Vfz8qdCqe9cVAwKy6

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน