Behavior Change Communication ไม่ได้แค่นำเสนอข้อมูลเรื่องยา แต่ ‘สนับสนุนการตัดสินใจใช้ยาของแพทย์ ’ ด้วยข้อมูลและความเข้าใจ

by | 7 May 2025

ทำไมบทบาทของผู้แทนยาไม่ใช่แค่ “ขายสินค้า”??

ในแวดวงอุตสาหกรรมยา คำว่า “ผู้แทนยา” มักถูกมองในภาพจำของการเป็น “นักขาย” 

ที่มีเป้าหมายหลักคือการผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์ยาให้ได้ตามเป้า 

แต่หากเรามองให้ลึกลงไปในบทบาทที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นและความคาดหวังของผู้ป่วยสูงขึ้น

พี่ในฐานะคนทำงานในวงการนี้ อยากจะบอกน้องๆ และเพื่อนร่วมวิชาชีพว่า 

บทบาทของเรานั้นยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าแค่การขายสินค้าค่ะ

เราไม่ได้เพียงนำเสนอ “ยา” แต่เรากำลังนำเสนอ “ทางเลือกในการรักษาที่ดีขึ้น”

และหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมายนั้น คือ Physician Behavior Change ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ลองคิดดูนะคะ “ยาที่ดีที่สุดในโลกก็ไร้ความหมาย หากแพทย์ไม่ได้เลือกใช้ หรือเลือกใช้ไม่ถูกต้องกับผู้ป่วยที่เหมาะสม”การตัดสินใจของแพทย์แต่ละครั้งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วย 

ดังนั้น บทบาทของเราจึงไม่ใช่แค่การทำให้แพทย์ “รู้จัก” ยาของเรา 

แต่คือการทำให้แพทย์ “เชื่อมั่น” และ “เปลี่ยนแปลง” แนวทางการรักษาเดิมๆ (หากมีแนวทางที่ดีกว่า) เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด นั่นคือจุดที่แนวคิด Behavior Change Communication (BCC) เข้ามามีบทบาทสำคัญค่ะ

💊🌟Behavior Change Communication (BCC) คืออะไร และสำคัญอย่างไรกับวงการแพทย์?

Behavior Change Communication ในบริบททางการแพทย์หมายถึงการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เป็นการออกแบบเนื้อหาและวิธีการสื่อสารแบบโต้ตอบ (interactive) ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นสร้างข้อความและใช้ช่องทางต่างๆ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่ถูกต้องและยั่งยืน

⚙️จุดแข็งของ Behavior Change Communication 

🔹 เชื่อมช่องว่างระหว่าง “งานวิจัย” กับ “การใช้งานจริง”
แม้จะมีนวัตกรรมทางการแพทย์และงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ แต่การนำไปใช้จริงในระบบรักษายังไม่ทั่วถึง Behavior Change Communication จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแปลง “ความรู้” ให้กลายเป็น “การปฏิบัติ” ที่จับต้องได้

🔹 ส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสม (Rational Drug Use)
ช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาได้ตรงตามข้อบ่งใช้ ตามแนวทางการรักษา (guidelines) และหลักฐานวิชาการล่าสุด ทำให้การใช้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงจากการใช้ยาเกินความจำเป็น

🔹 กระตุ้นให้แพทย์ “ทบทวน” แนวทางเดิม (ลด Clinical Inertia)
แม้แพทย์จะมีความรู้ แต่ก็อาจยึดติดกับแนวทางเดิมที่คุ้นชิน การสื่อสารที่ดีช่วยเปิดโอกาสให้แพทย์ได้พิจารณาข้อมูลใหม่ ทบทวนแนวทางการรักษา และปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยมากขึ้น

🔹 ยกระดับคุณภาพการรักษา (Elevating Standard of Care)
เป้าหมายสุดท้าย ไม่ใช่แค่ Behavior Change Communication แต่คือการทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ด้วยแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และอิงจากหลักฐาน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

👩‍💻ประสบการณ์และความท้าทายในการสื่อสาร Behavior Change Communication

จากประสบการณ์ของพี่การพยายามกระตุ้นแนวคิดใหม่แพทย์นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายค่ะ ไม่ใช่แค่การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์แล้วจะจบ เพราะเราต้องเผชิญกับ

  • เวลาที่จำกัดของแพทย์: แพทย์แต่ละท่านมีภาระงานที่หนักมาก การจะหาเวลามานั่งฟังข้อมูลใหม่ๆ อย่างละเอียดจึงเป็นเรื่องยาก
  • ข้อมูลที่ท่วมท้น (Information Overload): ปัจจุบันมีข้อมูลจากหลายแหล่ง แพทย์จะเลือกเชื่อถือและให้ความสำคัญกับข้อมูลใด?
  • ความเชื่อและประสบการณ์เดิม: แพทย์อาจมีความเชื่อมั่นในแนวทางการรักษาที่ท่านคุ้นเคยและได้ผลดีในอดีต การจะเปลี่ยนจึงต้องใช้ข้อมูลที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือจริงๆ
  • ความกังวลต่อผลข้างเคียงหรือความไม่แน่นอน: การเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมมาพร้อมกับความไม่แน่นอน แพทย์อาจกังวลถึงผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นไปตามคาด
  • อิทธิพลจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ (Peer Influence): ความเห็นของ Key Opinion Leaders (KOLs) หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นมีผลต่อการตัดสินใจ

ความท้าทายเหล่านี้ทำให้เราต้องทำงานอย่างชาญฉลาดและเข้าใจ “Insight” ของแพทย์แต่ละท่านอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ “ท่องสคริปต์” แต่ต้องเป็นการสนทนาที่เกิดจากความเข้าใจ รับฟัง และตอบสนองต่อความต้องการของท่านได้อย่างตรงจุด

🔑 หลักการสำคัญของการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจใช้ยาของแพทย์

1. เข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง (Audience Understanding)

แนวคิด: แพทย์แต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ และความกังวลที่ไม่เหมือนกัน
การใช้งาน: ก่อนเริ่มสื่อสาร ควรแบ่งกลุ่มแพทย์ (Physician Segmentation) เช่น แพทย์จบใหม่กับแพทย์อาวุโส เพื่อปรับเนื้อหาและวิธีการให้เหมาะกับกลุ่มนั้นๆ เช่น บางกลุ่มต้องการข้อมูลวิชาการ บางกลุ่มต้องการเห็นตัวอย่างจากการใช้งานจริง

2.การนำเสนอข้อมูลที่เน้นข้อเท็จจริงและหลักฐาน (Evidence-Based Information)

แนวคิด: แพทย์ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน เช่น งานวิจัยระดับสูง (RCT, Meta-analysis) หรือแนวทางเวชปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางคลินิก
การใช้งาน: เลือกใช้ข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือ นำเสนออย่างตรงไปตรงมา เช่น สรุปผลการศึกษา พร้อมอธิบายนัยสำคัญทางสถิติ และเชื่อมโยงกับการรักษาที่แพทย์ใช้อยู่

3. การใช้ข้อมูลเชิงสถิติที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย (Visual & Practical Statistics)

แนวคิด: ตัวเลขสถิติเชิงลึกอาจเข้าใจยากและถูกมองข้าม หากไม่แปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น การเปรียบเทียบด้วยภาพ กราฟ หรือตัวอย่างที่จับต้องได้ แพทย์จะสามารถมองเห็น “ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การใช้งาน: นำเสนอค่าทางสถิติเช่น NNT (Number Needed to Treat), ARR (Absolute Risk Reduction), RRR (Relative Risk Reduction) ด้วยอินโฟกราฟิก หรือใช้คำอธิบายเปรียบเทียบ เช่น “ยานี้ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ 30% เมื่อเทียบกับยามาตรฐานเดิม”

4. การเล่าเรื่องผ่านกรณีศึกษา (Storytelling & Case-Based Learning)

แนวคิด: การเล่าประสบการณ์ของผู้ป่วยจริง หรือกรณีศึกษาของแพทย์ที่ประสบความสำเร็จ ช่วยให้แพทย์เชื่อมโยงข้อมูลกับบริบทการรักษาได้ง่ายขึ้น เรื่องเล่ามีพลังในการกระตุ้นอารมณ์และการจดจำมากกว่าข้อมูลแห้งๆ เพียงอย่างเดียว

การใช้งาน: เล่า “Patient Journey” ที่แสดงผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแนวทางการรักษา เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลดีขึ้นหลังปรับยาตามแนวทางใหม่ หรือยกตัวอย่าง Case ที่แพทย์ท่านอื่นนำไปใช้ได้ผล โดยรักษาความลับของผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด

5.การสร้างแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)

แนวคิด: แรงจูงใจที่มาจากภายใน เช่น ความรู้สึกว่าได้ช่วยผู้ป่วยให้ดีขึ้น หรือความภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง มักมีพลังมากกว่าแรงจูงใจจากภายนอก เช่น สิ่งตอบแทน เพราะเป็นแรงผลักที่ยั่งยืนกว่าโดยเฉพาะในกลุ่มแพทย์

การใช้งาน: สื่อสารให้แพทย์เห็นภาพว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยมี  คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนให้แพทย์มีบทบาทในฐานะผู้นำทางความคิด หรือผู้ร่วมพัฒนาแนวทางการรักษาใหม่ๆ ซึ่งจะสร้างความภูมิใจในวิชาชีพได้โดยตรง

6. สื่อสารอย่างต่อเนื่องและมีการย้ำเตือน (Consistency & Reinforcement)

แนวคิด: พฤติกรรมไม่ได้เปลี่ยนจากครั้งเดียว ต้องใช้การย้ำเตือนและติดตามผล
การใช้งาน: วางแผนการสื่อสารเป็นระยะ เช่น หลังจากให้ข้อมูลครั้งแรก อาจมี follow-up call, ส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือใช้ platform ดิจิทัลเพื่ออัปเดตต่อเนื่อง

🧑‍💼Behavior Change Communication :ตัวอย่างวิธีการ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

การจะเปลี่ยนพฤติกรรมแพทย์ได้นั้นต้องอาศัยกลยุทธ์และเครื่องมือที่หลากหลายผสมผสานกัน เช่น

  1. การให้ความรู้ที่อัปเดตและตรงจุด (Targeted Medical Education):
    • วิธีการ: จัดกิจกรรมให้ความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น Small Group Discussion, Journal Club, Webinar โดยเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่แพทย์กำลังเผชิญ หรือข้อมูลใหม่ๆ ที่ท้าทายแนวปฏิบัติเดิม
    • กรณีศึกษา: มีเคสที่คุณหมอท่านหนึ่งยังคงใช้ยา A ซึ่งเป็นยาเก่าในการรักษาโรค X แม้ว่าจะมี Guideline ใหม่แนะนำยา B ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและผลข้างเคียงน้อยกว่า ทีมงานได้จัด Small Group Discussion โดยเชิญ KOLs ที่มีประสบการณ์การใช้ยา B มาแชร์ข้อมูลเชิงลึก Clinical data และประสบการณ์จริง รวมถึงเปิดโอกาสให้คุณหมอท่านนั้นได้ซักถามข้อสงสัยอย่างเต็มที่
    • ผลลัพธ์: คุณหมอเริ่มเปิดใจและทดลองใช้ยา B กับผู้ป่วยเคสที่เหมาะสม จนเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาในที่สุด
  2. การนำเสนอข้อมูลงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าเชื่อถือ (Evidence-Based Communication):
    • วิธีการ: ไม่ใช่แค่ส่งเอกสารงานวิจัย แต่ต้องย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย ชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญทางคลินิก (Clinical Significance) และประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับโดยตรง การใช้ Visual Aids ที่น่าสนใจ เช่น รูปภาพ, แผนภูมิ, กราฟ, แผนภาพ, สไลด์โปรเจกเตอร์, วิดีโอ หรือการเปรียบเทียบข้อมูลกับยาเดิมอย่างชัดเจนจะช่วยได้มาก
    • กรณีศึกษา: เมื่อมีการตีพิมพ์ผลการศึกษา Landmark Trial ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ทีม Product Manager ได้เตรียม Key Messages ที่กระชับ พร้อม Infographic สรุปผลที่เข้าใจง่าย และให้ทีมผู้แทนยานำเสนอข้อมูลนี้แก่แพทย์ ควบคู่ไปกับการตอบคำถามเชิงลึกโดย Medical Team
    • ผลลัพธ์: แพทย์เกิดความเชื่อมั่นในข้อมูลและเริ่มพิจารณายาใหม่เป็นทางเลือกในการรักษา เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. การรับฟังและการตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ (Active Listening & Strategic Questioning):
    • วิธีการ: การฟังอย่างตั้งใจเพื่อจับความต้องการที่แท้จริง (Unmet Needs) หรืออุปสรรคที่แพทย์เผชิญ และการใช้คำถามที่กระตุ้นให้แพทย์ได้คิดทบทวนมุมมองของตนเอง เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก
    • ผลลัพธ์: สร้างความไว้วางใจ ทำให้แพทย์รู้สึกว่าเราเข้าใจปัญหาของเขาจริงๆ และเปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะของเรามากขึ้น
  4. การสร้างความร่วมมือระหว่างทีมเวชภัณฑ์กับแพทย์ (Collaborative Approach & Partnership):
    • วิธีการ: เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ข้อมูล” เป็น “พันธมิตร” ร่วมกันพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วย เช่น การสนับสนุนโครงการวิจัยที่แพทย์สนใจ (Investigator-Initiated Trials), การร่วมกันพัฒนา Patient Support Program หรือการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ภายใต้กรอบจริยธรรม
    • กรณีศึกษา: ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง บริษัทได้ร่วมมือกับกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนา Application สำหรับผู้ป่วยเพื่อติดตามอาการ บันทึกการใช้ยา และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทีมงานยังช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดอบรมการใช้งาน Application ให้กับทีมพยาบาลและผู้ป่วย
    • ผลลัพธ์: เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทและแพทย์ แพทย์เห็นคุณค่าที่บริษัทมอบให้มากกว่าแค่ตัวผลิตภัณฑ์ และผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลลัพธ์การรักษาโดยรวมดีขึ้น
  5. การใช้ Key Opinion Leaders (KOLs) อย่างมีกลยุทธ์:
    • วิธีการ: KOLs หรือแพทย์ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้เพื่อนแพทย์ การเชิญ KOLs มาบรรยาย แบ่งปันประสบการณ์ หรือเป็นที่ปรึกษาในโครงการต่างๆ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงได้
    • ผลลัพธ์: แพทย์ท่านอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะรับฟังและคล้อยตาม เมื่อเห็นว่า KOLs ที่พวกเขานับถือให้การยอมรับและใช้ผลิตภัณฑ์หรือแนวทางนั้นๆ

6.Infographic/Brochure : ใช้สื่ออินโฟกราฟิกหรือโบรชัวร์ที่สรุปสาระสำคัญเป็นภาพและข้อความสั้นๆ ช่วยให้แพทย์เข้าใจข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นและทบทวนได้สะดวก

✨หัวใจสำคัญคือการมองแพทย์เป็น “พันธมิตร” (Partner) ไม่ใช่แค่ “ลูกค้า” (Customer) เมื่อเราสามารถสร้างความไว้วางใจและแสดงให้เห็นว่าเรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้พวกท่านดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืนค่ะ

ดังนั้น ขอให้พวกเราทุกคน–💕

  • ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และข้อมูลทางการแพทย์อย่างลึกซึ้ง: เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ
  • พัฒนาทักษะการสื่อสารเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม: เรียนรู้ที่จะฟัง เข้าใจ และโน้มน้าวอย่างมีกลยุทธ์
  • ให้ความสำคัญกับจริยธรรมและความถูกต้อง: ทุกการสื่อสารต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงและประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย
  • เป็นนักแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่นักขาย: มองหาว่าเราจะช่วยแก้ไข Pain Point ของแพทย์ได้อย่างไร
  • อดทนและสม่ำเสมอ: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องใช้เวลาและความพยายาม

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงของพวกเรา ไม่ได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ “ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นของผู้ป่วย” ซึ่งเกิดจากการที่เราสามารถ “เปลี่ยนพฤติกรรมแพทย์” ให้เลือกใช้แนวทางการรักษาที่ดีที่สุดได้สำเร็จ และนั่นคือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวิชาชีพของเราค่ะ

Ref.

1.Grol, R., & Grimshaw, J. (2003). From best evidence to best practice: Effective implementation of change in patients’ care. The Lancet, 362(9391), 1225–1230. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(03)14546-1
URL: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2528597/

2.Ahmed, S. M., Rawal, L. B., Chowdhury, S. A., & Hossain, S. (2021). Cross-country analysis of strategies for achieving progress towards global goals for women’s and children’s health. International Journal of Environmental Research and Public Health, 18(15), 7824. https://doi.org/10.3390/ijerph18157824
URL: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8281832/

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน