เปิดโลกจากบทสัมภาษณ์ – การเชื่อมโยงวิชาชีพเภสัชกรรม

by | 25 Jun 2025

เมื่อวิชาชีพเภสัชกรรมเติบโตและแตกแขนงเป็นสาขาต่างๆ การเชื่อมโยงวิชาชีพเภสัชกรรมในแต่ละสาขาจึงกลายเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง ในการฟังความรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมกับ  “อ.ภก.พิชญภณ หนุนภักดี (พี่แล๋น)” ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่เภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร์ ไปจนถึงการตลาดยาและการเข้าถึงผู้ป่วย ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่เภสัชกรยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน จึงอยากนำองค์ความรู้ที่สำคัญนี้มาถ่ายทอดให้กับทุกท่านค่ะ

บทความนี้นำเสนอสาระสำคัญจากการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นการอธิบายความแตกต่างระหว่างบทบาทของเภสัชกรและแพทย์ รวมถึงการวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดยาที่มีผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของวิชาชีพเภสัชกรรมในบริบทของระบบสุขภาพสมัยใหม่ ทั้งในสถานพยาบาลและร้านยาชุมชน การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เภสัชกรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และผู้ป่วยก็จะได้รับการดูแลที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะบุคคลค่ะ

ภาพรวมของวิชาชีพเวชกรรม เป็นอย่างไร?

 ขอบเขตงานของวิชาชีพเวชกรรมตามพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม มีสี่คำที่อาจเกี่ยวข้องกับวิชาชีพเภสัชกรรม คือ ตรวจโรค วินิจฉัยโรค บำบัดโรค และ ป้องกันโรค ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทหลักของแพทย์ในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่การตรวจอาการเพื่อหาสาเหตุของโรค การวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง การรักษาโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การให้ยาหรือการผ่าตัด และการให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการเกิดโรคในอนาคต

ตัวอย่าง เช่น โรคความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง แพทย์จะต้องตรวจและวินิจฉัยก่อนจึงจะสามารถสั่งการรักษาที่เหมาะสมได้ เน้นว่า การวินิจฉัยโรคเป็นหน้าที่เฉพาะของแพทย์ และเภสัชกรควรเลี่ยงใช้คำว่า “วินิจฉัย” ในงานของตน เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในขอบเขตวิชาชีพ

เภสัชกรรม งานที่มากกว่าการจ่ายยา

งานของเภสัชกรนั้นมีขอบเขตที่กว้างมาก ตั้งแต่การเตรียมยา ผลิตยา การควบคุมคุณภาพยา ไปจนถึงการจ่ายยาและให้คำแนะนำเรื่องยา เภสัชกรต้องมีความรู้หลากหลายและบูรณาการความรู้จากหลายสาขาในการทำงานประจำวัน โดยมีข้อหลักๆที่ระบุในพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม ดังนี้

·       เตรียมยา ผลิตยา และประดิษฐ์ยา

·       เลือกสรรยา

·       วิเคราะห์ยา ควบคุมคุณภาพ และประกันคุณภาพ

·       ปรุงยา ตามใบสั่งแพทย์ ทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์

·       จ่ายยา ตามใบสั่งแพทย์

ขายยา ตามกฎหมายว่าด้วยยา

·     ผลิต นำเข้า และขายยา ซึ่งต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

·       ให้คำปรึกษา และแนะนำเกี่ยวกับยา

·       ป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ยา เช่น การจัดการอาการไม่พึงประสงค์จากยา

หน้าที่เหล่านี้แสดงถึงความหลากหลายของงานเภสัชกรรม ตั้งแต่การเตรียมยาในโรงงาน การจ่ายยาในร้านยาและโรงพยาบาล ไปจนถึงการให้คำปรึกษาในระดับชุมชน โดยงานบางอย่าง เช่น การจ่ายยาในร้านยา สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยยา

“การเลือกสรรยา” และการจ่ายยาในร้านยา

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือ การเลือกสรรยา ซึ่งปรากฏในข้อที่ 2 ของวิชาชีพเภสัชกรรม แม้ยังไม่มีนิยามชัดเจนในกฎหมาย  การเลือกสรรยาอาจจะหมายถึงการตัดสินใจเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะในบริบทของร้านยา ซึ่งเภสัชกรต้องซักประวัติอาการจากผู้ป่วย (เช่น อาการเจ็บคอ ไอ หรือปวด) เพื่อเลือกยาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม  การเลือกสรรยาในร้านยาเพื่อบรรเทาอาการ และ รักษาโรค นั้นมีประเด็นที่น่าพิจารณา ตัวอย่างเช่น ยาพาราเซตามอลใช้บรรเทาอาการปวดและลดไข้ แต่ไม่รักษาสาเหตุของโรค ในขณะที่ยาเช่น Augmentin (Amoxicillin/Clavulanic acid) ถือเป็นยารักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งการจ่ายยานี้ในร้านยาควรทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากการรักษาโรคอาจจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยโรคที่ชัดเจน

ตัวอย่างเพิ่มเติมอีก คือ ยา Amitriptyline ซึ่งใช้รักษาภาวะซึมเศร้าและไมเกรนว่าแม้เป็นยาอันตรายที่เภสัชกรสามารถจ่ายได้ในร้านยา แต่เป็นยาที่ผู้ใช้ยาจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยโรคก่อนจ่าย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เภสัชกรต้องรู้ขอบเขตของตนเองและเลือกจ่ายยาที่ปลอดภัยและเหมาะสม

การจ่ายยาในร้านยาและโรงพยาบาลมีความแตกต่างที่ชัดเจน

 การจ่ายยาในร้านยาและโรงพยาบาลมีบริบทที่ต่างกันอย่างมาก ซึ่งอาจารย์ได้ยกตัวอย่างดังนี้ค่ะ

ในร้านยา: เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้ตามกฎหมาย โดยอาจซักประวัติผู้ป่วยเพื่อเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับบรรเทาอาการ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะขัดอาจได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) ที่ไม่ซับซ้อน แต่หากอาการไม่ดีขึ้น เภสัชกรต้องแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

ในโรงพยาบาล: การจ่ายยาจะทำตามใบสั่งแพทย์ เภสัชกรมีบทบาทในการตรวจสอบใบสั่งยาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เช่น การตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interactions) ข้อห้ามใช้ หรือขนาดยาที่ผิดปกติ หากพบความคลาดเคลื่อน เภสัชกรจะมีการหารือกับแพทย์เพื่อยืนยันหรือปรับเปลี่ยนใบสั่งยา

การบูรณาการความรู้ในวิชาชีพเภสัชกรรมจะประยุกต์ใช้อย่างไร?

 “การบูรณาการ และเชื่อมโยงความรู้จากสาขาต่าง ๆ”

ไม่ว่าจะเภสัชจากสายต่างๆ อย่างเภสัชบริบาล (Pharmacy Care) เภสัชอุตสาหการ (Pharmacy Science) หรือเภสัชสังคม มีความสำคัญมาก ต้องรู้จักเชื่อมโยงความรู้จากหลากหลายสาขา หลากหลายวิชาที่ได้เรียนมา การทำงานในวิชาชีพเภสัชกรรมต้องนำความรู้จากสายต่างๆมาบูรณาการเพื่อเกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น

ในร้านยา: เภสัชกรต้องใช้ความรู้ด้านเภสัชบริบาลในการซักประวัติและเลือกยา ความรู้ด้านเภสัชอุตสาหการในการอ่านเอกสารกำกับยา (เช่น COA หรือ Certificate of Analysis) เพื่อทราบเงื่อนไขการเก็บรักษายา และความรู้ด้านเภสัชสังคมในการทำความเข้าใจระบบสาธารณสุข เช่น บัญชียาหลักแห่งชาติ การเข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในโรงพยาบาล: เภสัชกรที่ทำงานจัดซื้อต้องใช้ความรู้ด้านเภสัชอุตสาหการในการตรวจสอบสเปกยา (เช่น COA) และความรู้ด้านบริหารจัดการในการควบคุมสต็อกยาให้เพียงพอและไม่เกินความจำเป็น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในสายงานไหน “การบูรณาการ และการเชื่อมโยงความรู้จากสาขาต่าง ๆ” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเลย

เภสัชการตลาด กับการบูรณาการความรู้กับระบบสาธารณสุข

ในส่วนของเภสัชการตลาด ก็ต้องบูรณาการความรู้จากหลายด้านเช่นกัน โดยเฉพาะความเข้าใจในระบบสาธารณสุขและบัญชียาหลักแห่งชาติ ตัวอย่างเช่น

ระบบสาธารณสุข: เภสัชกรด้านการตลาดต้องเข้าใจระบบการเบิกจ่ายยาผ่านกองทุนต่าง ๆ เช่น สปสช. ประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการเสนอยาเข้าสู่บัญชียาหลักหรือเข้าระบบที่สามารถได้รับการเบิกจ่าย

เอกสารกำกับยา: ทีมการตลาด (เช่น Product Manager) ต้องย่อยข้อมูลจากเอกสารกำกับยา ซึ่งจัดทำโดยฝ่าย Regulatory Affairs (RA) ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกที่ update เพื่อสร้าง key messages สำหรับผู้แทนยา ต้องระบุทั้งข้อดีและข้อเสียของยา เช่น ข้อห้ามใช้หรือข้อควรระวัง เพื่อให้สอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพ

ในการขึ้นทะเบียนยาใหม่ ฝ่าย RA จะจัดเตรียมส่งเอกสารเสนอให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อขอขึ้นทะเบียน โดยต้องแสดงข้อมูลด้าน efficacy (ประสิทธิภาพ) safety (ความปลอดภัย) และ quality (คุณภาพ) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการทดลองทางคลินิก (clinical trials) และข้อมูลจากต่างประเทศ

ทีมการตลาดจะนำข้อมูลเหล่านี้มากำหนดข้อความสำคัญในการสื่อสารกับแพทย์..

เช่น ยา Alendronate ต้องกินโดยนั่งตัวตรงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหลอดอาหาร

มาถึงจะเห็นได้ว่าเภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุข โดย เราควรฝึก เรียนรู้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาในการบูรณาการความรู้จากทุกสาขาในหลักสูตรเภสัชศาสตร์ เพื่อให้พร้อมสำหรับการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นในร้านยา โรงพยาบาล หรือสายการตลาด การเข้าใจขอบเขตวิชาชีพทั้งของตนเองและของแพทย์จะช่วยให้เภสัชกรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมืออาชีพ

เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น ภาพรวมของ สาขาวิขาชีพเภสัชกร ในสาขาต่างๆซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนอาจอธิบายโดยสังเขปได้ดังนี้

สาขาวิชาชีพในเภสัชกรรม

1. การวิจัยและพัฒนา (R&D)

ในส่วนของ R&D  งานด้านนี้ไม่ได้จำกัดแค่เภสัชกรเท่านั้น ถึงแม้เภสัชกรจะมีบทบาทสำคัญ แต่บุคคลที่มีความรู้ในสาขาอื่น ๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ ก็สามารถทำงานในส่วนนี้ได้ เนื่องจาก R&D มุ่งเน้นไปที่การค้นคว้าและพัฒนายาใหม่ ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพ นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจงานด้านนวัตกรรมยา แม้จะไม่ได้จบเภสัชศาสตร์โดยตรง

2. การผลิต (Manufacturing) ความท้าทายจากปัญหาขาดแคลนเภสัชกร

ในด้านการผลิต ซึ่งครอบคลุมถึงการผลิต (Production) การควบคุมคุณภาพ (Quality Control: QC) และการประกันคุณภาพ (Quality Assurance: QA) เป็นงานในวิชาชีพเภสัชกรรมที่ต้องใช้เภสัชกรที่มีใบประกอบวิชาชีพเท่านั้น และตามกฎหมายกำหนดให้โรงงานผลิตยาต้องมีเภสัชกรอย่างน้อย 2 คน แต่ในความเป็นจริง โรงงานหลายแห่งเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเภสัชกรอย่างหนัก

เพื่อแก้ปัญหานี้ บางบริษัทจึงอาจจ้างนักวิทยาศาสตร์มาทำงานในตำแหน่งที่สนับสนุนเภสัชกร หรือบางครั้งถึงขั้นให้ทำหน้าที่ใกล้เคียงกับเภสัชกรภายใต้การกำกับดูแล อย่างไรก็ตามจากการสำรวจดูตลาดการทำงานสายเภสัชเบื้องต้น เภสัชกรรุ่นใหม่มักไม่ค่อยสนใจงานในสายการผลิต ทำให้ปัญหาการขาดแคลนยิ่งรุนแรงขึ้น นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่อุตสาหกรรมต้องแก้ไขในอนาคต

3. การขึ้นทะเบียนยา (Registration): ความซับซ้อนของการสื่อสาร

การขึ้นทะเบียนยาเป็นอีกหนึ่งด้านที่มี ความสำคัญ โดยกระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับสองฝ่ายหลัก ได้แก่ ฝ่ายยื่นเอกสาร (Regulatory Affairs: RA) ซึ่งเป็นทีมของบริษัทที่เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนยา และฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งในประเทศไทยคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หน้าที่ของทั้งสองฝ่ายคือการทำงานร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่ายามีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพตามมาตรฐานก่อนอนุมัติ

4. เภสัชกรรมปฐมภูมิ บทบาทใหม่ในระบบสาธารณสุข

ในส่วนของงานเภสัชกรรมปฐมภูมิ มีความก้าวหน้าของบทบาทนี้ในประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขมีแผนรับเภสัชกรปฐมภูมิถึง 5,000 ตำแหน่ง ซึ่งแยกจากเภสัชกรโรงพยาบาล บทบาทของเภสัชกรปฐมภูมิในปัจจุบัน มีการวางกรอบเป็นคือการดูแลผู้ป่วยในชุมชน เช่น การเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามการใช้ยา ตรวจสอบอาการไม่พึงประสงค์จากยา (Adverse Drug Reactions: ADR) การใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง (High-Alert Drugs) และพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วย ร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม งานเภสัชกรปฐมภูมิกับ พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่เพิ่งประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2562 อาจจะมาปรับบทบาทให้ชัดเจนในกฎหมายนี้ แม้ว่าจะมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ เช่น การเยี่ยมบ้านไว้แล้วก็ตาม ให้รวมถึงการสื่อสารและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานราบรื่น นี่เป็นประเด็นที่เภสัชกรในสายนี้ต้องผลักดันต่อไป

5. การกระจายยา (Distribution) งานที่ไม่จำกัดเฉพาะเภสัชกร

สำหรับการกระจายยา งานนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเภสัชกร แม้ว่าจะมีกฎระเบียบกำหนด บุคคลทั่วไปที่มีความรู้ด้านโลจิสติกส์หรือการจัดการซัพพลายเชนก็สามารถเข้ามาทำร่วมกับเภสัชกรได้ หน้าที่หลักคือการจัดเก็บ กระจายส่งยาจากผู้ผลิตไปยังร้านยาหรือโรงพยาบาล ซึ่งแตกต่างจากงานด้านบริบาลที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของเภสัชกร นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่เปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจงานในอุตสาหกรรมยา

6. การตลาดยา หัวใจของการเข้าถึงผู้ป่วย

งานด้านการตลาด ถือเป็นหัวใจสำคัญการทำให้ยาเข้าถึงผู้ป่วยได้ โดย การตลาดยามีสองมิติหลักคือ การกำหนดราคา (Pricing) และ การสื่อสาร (Communication) ซึ่งสามารถแปลเป็นภาษาง่าย ๆ ได้ว่า การเข้าถึง (Access) และ การสื่อสารที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centric Communication)

การกำหนดราคาและการเข้าถึง (Pricing & Access)

 การกำหนดราคาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตั้งราคายาเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่มีการเบิกจ่ายยาผ่านกองทุนต่าง ๆ เช่น สปสช. ข้าราชการ หรือประกันสังคม บริษัทอาจต้องมีทีม Market Access ที่ทำงานเพื่อให้ยาเข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือทำข้อตกลงพิเศษ เช่น Managed Entry Agreement (MEA)

ตัวอย่างที่น่าสนใจเป็น กรณีศึกษา ยารักษามะเร็งที่มีราคาคอร์สละ 800,000 บาท กองทุนอาจยอมให้เบิกจ่ายเพียง 200,000 บาท ส่วนที่เหลือบริษัทจะสนับสนุนโดยให้ยาฟรี 600,000 บาท เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ นี่เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทใช้เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินของทั้งโรงพยาบาลและผู้ป่วย โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า (Pharmacoeconomics) และข้อมูลระบาดวิทยา เช่น อุบัติการณ์และความรุนแรงของโรค เพื่อโน้มน้าวผู้จ่ายเงินให้เห็นถึงประโยชน์ของยา

การสื่อสารที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centric Communication)

การสื่อสารในงานการตลาดยาไม่ได้หมายถึงการให้ข้อมูลยาแบบที่ระบุในเอกสารกำกับยา แต่เป็นการสื่อสารที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยผู้แทนยาจะไม่เพียงแค่บอกว่ายาดีอย่างไร แต่ต้องชี้ให้เห็นว่ายานั้นเหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มใด และมีประโยชน์อย่างไร

ตัวอย่างเช่น กลุ่มยา Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) เช่น losartan, valsartan irbesartan candesartan  ซึ่งแต่ละตัวมีจุดเด่นต่างกัน จากข้อมูลการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) ที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น The Lancet หรือ New England Journal of Medicine พบว่า losartanและ irbesartan เหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคไต (Renal Complications) ในขณะที่ valsartan  และ candesartan เหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

แนวคิดที่น่าสนใจคือ Patient-Focused Selling ผู้แทนยาที่ดีต้องคำนึงถึงประโยชน์ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง กล้าที่จะบอกแพทย์ว่า หากผู้ป่วยมีอาการบางอย่าง เช่น มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว ควรเลือกใช้ยาที่เหมาะสมมากกว่าแม้ว่าจะไม่ใช่ยาของตนเอง การสื่อสารแบบนี้สร้างความน่าเชื่อถือและแสดงถึงความใส่ใจต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วย แม้ในปัจจุบันแนวทางนี้อาจยังไม่แพร่หลายนักเนื่องจากแรงกดดันทางการแข่งขัน

การออกแบบการทดลองทางคลินิกเพื่อการตลาด (Medico-Marketing)

ความสำคัญของการออกแบบการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) ที่คำนึงถึงเป้าหมายที่จะตอบโจทย์การใช้ยาเพื่อตอบสนองความต้องการการรักษาที่ยังขาดไปหรือมีความสำคัญ ที่เรียกว่า Medico-Marketing โดยยกตัวอย่างยา nadroparin ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม Low Molecular Weight Heparin ที่ใช้รักษา Acute Coronary Syndrome เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง enoxaparin ซึ่งมีผลการทดลองแสดงว่าดีกว่า Unfractionated Heparin ทำให้แพทย์เลือกใช้ Enoxaparin มากกว่า

เนื่องจากการวิจัยของ nadroparin ออกแบบมาให้เทียบกับ Unfractionated Heparin ในสภาวะที่ควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งทำให้ผลออกมาเพียงแค่ “เท่ากัน” ไม่ได้แสดงถึงความเหนือกว่า ส่งผลให้ nadroparin เสียเปรียบในตลาด ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบการทดลองที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริงหรือความต้องการของแพทย์อาจทำให้ยาเสียโอกาสทางการตลาด

อีกตัวอย่างคือยา clopidogrel ซึ่งต้องออกแบบการวิจัยให้ใช้ร่วมกับ aspirin แทนที่จะเทียบกับ aspirin ให้ clopidogrel กลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการรักษา-Guideline และประสบความสำเร็จในตลาด

Patient Journey และการยึดมั่นในการรักษา (Adherence)

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือแนวคิด Patient Journey ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความตระหนัก (Awareness) การวินิจฉัย (Diagnosis) การรักษา (Treatment) การเลือกยา (Drug Selection) การเข้าถึงยา (Access) และการยึดมั่นในการรักษา (Adherence) บริษัทจึงมักจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมในแต่ละขั้นตอนของ Patient Journey ที่จะช่วยให้การรักษาโรคสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเช่น การตรวจสุขภาพฟรี (เช่น วัดระดับไขมันหรือมวลกระดูก) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยตระหนักถึงปัญหาสุขภาพและเข้าสู่กระบวนการรักษา หรือ ในส่วนของการใช้ยาในการรักษาโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาต่อเนื่องตลอด มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กินยานี้เพียง 180 วันต่อปี แทนที่จะเป็น 360 วัน ส่งผลให้ทั้งผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาจากยาอย่างสมบูรณ์ตามที่แพทย์กำหนดและ บริษัท จึงมีแนวคิดพิจารณาปรับกลยุทธ์มาเป็นการกระตุ้นผู้ป่วยให้กินยาครบ เช่น ผ่านการโทรศัพท์เพื่อเตือนผู้ป่วยให้มารับยาหรือฉีดยาตามกำหนด

การบูรณาการความรู้เพื่ออนาคตของวงการยา

 “การทำงานในวงการยา จำเป็นที่ต้องการการบูรณาการเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นเภสัชศาสตร์ ระบาดวิทยา เศรษฐศาสตร์สุขภาพ หรือทักษะในการสื่อสาร”

โดยอาจมีแนวทางต่างๆในรการประยุกต์ใช้กับนักศึกษา อย่างเช่น นักศึกษาควรตั้งคำถามกับตนเองหรือถามอาจารย์เสมอว่าความรู้ที่เรียนและได้รับไปสามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างไร? เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานจริง หรือ การมีวิชาหรือรูปแบบการเรียนการสอนที่มีการบูรณาการองค์ความรู้กับการปฏิบัติมากขึ้น ให้นักศึกษาได้ฝึกคิด ฝึกหาคำตอบในงานจริงที่อาจเป็นกรณีศึกษา หรือ ถ้าจะให้ดีคือในช่วงฝึกงานปี 6

การได้ฟังประสบการณ์จาก อ.ภก.พิชญภณครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า วงการยาเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ที่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาค่ะ

ขอขอบคุณ อ.ภก.พิชญภณ หนุนภักดี (พี่แล๋น) มากๆค่ะที่ได้แบ่งปันประสบการณ์อันมีค่าและมุมมองที่เปิดกว้างเกี่ยวกับวงการยา ทำให้เราได้เห็นแนวทางการพัฒนาตนเองและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน