ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ![]()
ระบบสาธารณสุขก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ลดต้นทุน และเพิ่มความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ ![]()
ประเทศไทยเองก็มีแผนพัฒนาสุขภาพดิจิทัลระดับชาติ เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”
ที่มุ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพในวงการเทคโนโลยีการแพทย์ไทยอย่างมหาศาล ![]()
![]()

จากรายงานการศึกษา “ปัญหา อุปสรรค และทางออกการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลในไทย”
ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ![]()
คือตัวเร่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ในโรงพยาบาล การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และแพลตฟอร์มสุขภาพต่างๆ ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์การรักษาทางไกล การคัดกรองเชิงรุก และการจัดการทรัพยากรในภาวะวิกฤต ![]()
![]()
.
ภาครัฐเองก็ได้วางแนวทางการพัฒนา เริ่มตั้งแต่การจัดตั้ง “คณะกรรมการเฉพาะด้านระบบสุขภาพดิจิทัล”
ซึ่งมีทั้ง รมว.สธ. รมว.ดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทำหน้าที่จัดทำแผนแม่บทระดับชาติ กำหนดมาตรฐานข้อมูล และผลักดันกฎหมายที่จำเป็น โดยจะเสนอแผนยุทธศาสตร์เข้าสู่ ครม. ให้ความเห็นชอบภายในปี 2567 ![]()
![]()
.
ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมยกร่าง “พ.ร.บ.สุขภาพดิจิทัล”
เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว และวางแผนจัดตั้ง “สำนักงานสุขภาพดิจิทัล”
ขึ้นเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงาน ขับเคลื่อนนโยบาย และผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ![]()
.
นอกจากนี้ ภาครัฐก็เตรียมจัดทำคลังข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Health Data)
เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลสุขภาพจากทุกภาคส่วนมาใช้ในการวางนโยบายสาธารณสุขบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ออกแบบบริการสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล รวมถึงผลักดันการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ สร้างระบบข้อมูลเปิดให้ภาคเอกชน นักวิจัย และประชาชนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ ![]()
![]()
.
ในส่วนของบริการทางการแพทย์ จะมีการปรับกฎระเบียบให้สอดรับกับการใช้บริการ “โทรเวชกรรม” (Telemedicine) ![]()
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าเดินทาง โดยมีระบบคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่ดี กระทรวงสาธารณสุขก็จะจัดทำ “ทะเบียนบุคลากรทางการแพทย์”
ที่สามารถให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมกำหนดมาตรฐานและจัดอบรมการใช้งานให้มีประสิทธิภาพ
.
ไม่เพียงเท่านั้น ระบบนวัตกรรมในไทยยังเปิดกว้างมากขึ้นด้วยแผนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้าน “ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์” (Medical AI) ![]()
โดยจะนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรค คัดกรองผู้ป่วย ช่วยวางแผนการรักษาโรคเรื้อรัง และวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับสำหรับการวางนโยบายสาธารณสุขที่แม่นยำ ภาครัฐก็ปรับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้สนับสนุนนวัตกรรม AI ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ ![]()
![]()
.
ที่น่าสนใจคือ แผนการสร้าง “ระบบเวชระเบียนส่วนบุคคล” (Personal Health Record) ![]()
ที่จะทำให้ประชาชนสามารถเก็บข้อมูลสุขภาพสำคัญของตนเองไว้ในมือถือ ไม่ว่าจะเป็นประวัติแพ้ยา
ผลตรวจร่างกาย ผลตรวจพันธุกรรม และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา เวลาไปพบแพทย์ก็ไม่ต้องเสียเวลาทำประวัติซ้ำ ประหยัดค่าใช้จ่าย แถมมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองได้มากขึ้น ![]()
![]()
.
สำหรับผู้ประกอบการในวงการเทคโนโลยีสุขภาพ ![]()
การเปลี่ยนผ่านและปฏิรูประบบสุขภาพดิจิทัลครั้งนี้คือโอกาสอันดีที่จะเข้ามามีบทบาทนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น:
.
– การพัฒนาโซลูชันการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ ผ่านมาตรฐานเปิดอย่าง HL7 ![]()
– การสร้างแพลตฟอร์มการให้บริการแบบ Telemedicine สำหรับโรงพยาบาล คลินิก และผู้ป่วย ![]()
![]()
![]()
– แอปพลิเคชันเวชระเบียนส่วนบุคคล ที่เก็บข้อมูลและแชร์ข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัย ![]()
![]()
– ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ด้านสุขภาพ เพื่อป้อนข้อมูลเชิงลึกและโมเดลการคาดการณ์ ![]()
![]()
– เครื่องมือ AI สำหรับช่วยวินิจฉัยโรค วางแผนการรักษา และจัดการข้อมูล ![]()
![]()
– เกมและแอปส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ผสานเทคโนโลยี AR VR และ Wearables ![]()
![]()
– IoT และเซ็นเซอร์ในการติดตามสุขภาพผู้ป่วยทางไกล ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ![]()
![]()
![]()
– หุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และระบบจ่ายยาอัตโนมัติ ![]()
![]()
แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจบริบทกฎระเบียบ มาตรฐานเทคนิคต่างๆ รวมถึง Workflow ของบุคลากรในระบบ ![]()
และความต้องการของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง ![]()
เพื่อออกแบบโซลูชันที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ใช้งานง่าย และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ ![]()
![]()
.
การหาพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และสตาร์ทอัพอื่นๆ ![]()
![]()
จะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมและการผลักดันเข้าสู่การใช้งานจริงเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น การเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุน เช่น กองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ หรือโปรแกรม Matching จากภาครัฐ ![]()
รวมถึงการคิดค้นโมเดลธุรกิจให้แข่งขันได้และตอบโจทย์ Pain Points ของตลาดได้จริง ก็เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จที่ขาดไม่ได้ ![]()
![]()
.
ท้ายสุดนี้ ถ้าจะสรุปในมุมของผู้ประกอบการแล้ว การปฏิรูประบบสุขภาพดิจิทัลของไทยนั้น ไม่ใช่แค่หน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่คือโอกาสทองของภาคเอกชนที่จะเข้ามาสร้างนวัตกรรมและผลักดันการเปลี่ยนแปลง ![]()
โดยสามารถนำเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็น AI, Big Data, IoT, VR/AR, Robotics และ Blockchain ![]()
![]()
![]()
.
ถ้าธุรกิจของเราสามารถแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้จริง ก็น่าจะมีช่องทางให้ภาครัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนและผลักดันให้เติบโต ![]()
การเข้าไปมีส่วนร่วมกับเวทีสาธารณะ การแข่งขันพิชิตรางวัล ![]()
และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในวงการ น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ไปต่อและสร้างผลกระทบในวงกว้างได้มากขึ้น ![]()
![]()
.
อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบนิเวศสุขภาพดิจิทัลให้เข้มแข็งได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ![]()
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ สถานพยาบาล บริษัทเอกชน นักวิจัย นักวิชาการ และที่สำคัญคือประชาชน ที่จะต้องเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง พร้อมปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ![]()
ผู้ประกอบการจึงต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารและการศึกษาที่เหมาะสมอีกด้วย ![]()
![]()
.
แม้หนทางข้างหน้าจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน เราจะสามารถสร้างประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านสุขภาพดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย ![]()
และส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนไทยรุ่นต่อรุ่นได้อย่างยั่งยืน ![]()
ซึ่งนั่นจะเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับทุกฝ่ายที่ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ ![]()
![]()
.
ข้อเสนอแนะสำหรับ #บุคลากรทางการแพทย์ไทย ในการรับมือกับยุคดิจิทัล:
.
สำหรับแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ การปรับตัวเข้าสู่ยุคสุขภาพดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และอำนวยความสะดวกในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ![]()
![]()
![]()
.
บุคลากรทางการแพทย์ควรเปิดใจเรียนรู้ทักษะดิจิทัลใหม่ๆ ที่จำเป็น ![]()
ไม่ว่าจะเป็น
– การใช้ Electronic Health Record,
– การทำความเข้าใจกับระบบการสั่งใช้ยาออนไลน์ (e-Prescription) ![]()
–
การอ่านและแปลผลข้อมูลสุขภาพ
– การสื่อสารกับผู้ป่วยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการใช้เครื่องมือ AI เพื่อวินิจฉัยและรักษาโรค ![]()
ซึ่งสถาบันการศึกษาและองค์กรวิชาชีพต่างๆ จะมีการจัดอบรมและประเมินทักษะเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ
.
นอกจากนี้ การเรียนรู้แนวคิด “Human-Centered Design” ![]()
จะช่วยให้ผู้ให้บริการสุขภาพสามารถออกแบบบริการที่เข้าใจความต้องการของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง เพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการรักษา และมีส่วนร่วมในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ![]()
การศึกษามาตรฐานข้อมูล เทคนิคการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และจริยธรรมในการใช้ข้อมูล เป็นอีกเรื่องสำคัญเช่นกัน ![]()
![]()
.
นอกจากการพัฒนาตนเองแล้ว บุคลากรการแพทย์ยังควรมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้กับผู้ป่วย ![]()
โดยแนะนำวิธีการใช้เทคโนโลยีสุขภาพต่างๆ อย่างถูกต้อง สร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว และส่งเสริมการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพด้วยข้อมูลความรู้ที่เหมาะสม ![]()
![]()
.
และที่ขาดไม่ได้คือ การมีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ![]()
เช่น ให้ข้อเสนอแนะต่อกฎระเบียบการใช้เทคโนโลยีสุขภาพกับหน่วยงานกำกับ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างสถานพยาบาล และทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพเพื่อออกแบบระบบสุขภาพแบบบูรณาการ ![]()
สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ
.
ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปแค่ไหน บุคลากรทางการแพทย์ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแล รักษา และให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์เสมอ ![]()
การปรับตัวให้เข้ากับโลกดิจิทัล จึงไม่ได้หมายถึงการถูกแทนที่ แต่เป็นการเสริมพลังให้กับบุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลประชาชนได้ดียิ่งขึ้น และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคตไปด้วยกัน ![]()
![]()
บทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ
0 Comments