นนี้ผมจะมาพูดถึงระบบนิเวศน์ของสตาร์ทอัพ (startup ecosystem) ในบ้านเราครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านงานมาหลายวงการ ทั้งการแพทย์ เภสัชกรรม และไอที ผมเห็นว่าประเทศไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
เมื่อครั้งแรกเริ่ม

ย้อนไปราวๆ 10 กว่าปีก่อน วงการสตาร์ทอัพบ้านเรายังไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ มีแต่บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่ดิ้นรนเปิดกิจการ ทดลองทำโมเดลธุรกิจใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่เป็นที่สนใจของภาครัฐสักเท่าไหร่ จนกระทั่งช่วงปี 2011 ทางเอไอเอส (AIS) ผู้ให้บริการมือถือยักษ์ใหญ่ ได้จัดงาน “AIS Startup Weekend” ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาสนใจและเข้าใจแนวคิดของสตาร์ทอัพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจด้านดิจิทัลด้วย งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้คำว่า “สตาร์ทอัพ” เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นครับ
จุดเปลี่ยน
พอมาถึงช่วงกลางทศวรรษ 2010 รัฐบาลก็เริ่มตื่นตัวและเล็งเห็นความสำคัญของสตาร์ทอัพ ว่ามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) มาก่อน เลยเกิดความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน มีการจัดตั้งหน่วยงานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มีการวางนโยบายและมาตรการหนุนหลังต่างๆ เกิดขึ้น
ไฮไลท์สำคัญอีกอย่างคืองาน “Startup Thailand 2016” ที่จัดโดยรัฐบาล ถือเป็นงานใหญ่ที่ช่วยจุดกระแสและรวมพลคนในวงการสตาร์ทอัพเข้าด้วยกัน กระตุ้นให้เกิดการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก และสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐในการสนับสนุน
ข้อมูลถึงปี 2021
จากข้อมูลสถิติพบว่า จำนวนสตาร์ทอัพที่ได้รับการร่วมทุน (investment) เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในรอบ 10 ปี จาก 4 รายในปี 2012 มาเป็น 57 รายในปี 2021 มูลค่าการลงทุนก็พุ่งกระฉูดจาก 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาเป็น 311 ล้านเหรียญฯ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ สอดคล้องกับจำนวนของนักลงทุนในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ VC (venture capital), แบบ CVC (corporate venture capital) จากบริษัทใหญ่ๆ แบบสถาบันการเงิน รวมถึงนักลงทุนรายย่อย (angel investor) ที่ให้ความสนใจกับสตาร์ทอัพไทยมากขึ้น
แต่ถ้าจำแนกตามกลุ่มธุรกิจ เราจะเห็นว่าสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มฟินเทค (fintech), อีคอมเมิร์ซ (e-commerce) และโซลูชันทางธุรกิจ (business solutions) ส่วนสี่กลุ่มที่รายงานของเอดีบีให้ความสนใจ ได้แก่ เอ็ดเทค (edtech), ฟู้ดเทค (foodtech) ที่เกี่ยวข้องกับอะกริเทค (agritech), และเฮลท์เทค (healthtech) ยังมีจำนวนและมูลค่าน้อยกว่าครับ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะกลุ่มฟินเทคอีคอมเมิร์ซเป็นบริการเชิงดิจิทัล ต่อยอดจากฐานผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สเกลได้ง่าย ใช้เงินลงทุนต่อหัวน้อยกว่า เห็นผลเร็ว ขณะที่สี่กลุ่มที่ว่ามา มักมีองค์ประกอบของฮาร์ดแวร์ (hardware) ที่ต้องใช้เม็ดเงินและเวลาในการพัฒนานานกว่า หรือเจาะกลุ่มตลาดได้ยากกว่า เช่น บางผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรอาจมีราคาแพง มีข้อจำกัดด้านดิจิทัลของเกษตรกรเอง ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจยังเข้าไม่ถึงนวัตกรรมสุขภาพหรือการศึกษา หรือด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เยอะ จึงเป็นเหตุผลให้นักลงทุนอาจยังให้ความสนใจน้อยกว่า

แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มเหล่านี้จะไร้โอกาส มองในแง่ดีอีกมุม ก็ถือเป็นบลู โอเชียน (blue ocean) สำหรับผู้บุกเบิกอยู่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ภาครัฐให้ความสำคัญ เป็นภารกิจเพื่อสังคม แถมตลาดก็ยังเปิดกว้าง มีพื้นที่ให้สร้างสรรค์นวัตกรรมได้อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น
- กลุ่มเกษตรและอาหาร (agrifood-Agritech) ที่ยังเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตรวจสอบย้อนกลับ หรือเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่ จะถือเป็นตลาดใหม่ที่กว้างมาก มีมูลค่ามหาศาล
- กลุ่มสุขภาพ (Healthtech) ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพทางไกลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์วินิจฉัยโรค อุปกรณ์การแพทย์อัจฉริยะ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ก็เป็นความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย
- ด้านการศึกษา (EduTech) แม้ตลาดหลักจะเป็นภาครัฐ แต่ก็ยังมีกำลังซื้อที่ค่อนข้างสูงในภาคเอกชน และเทรนด์การเรียนรู้นอกห้องเรียน รูปแบบออนไลน์ ไฮบริด ทักษะใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นโอกาสของ edtech
- กลุ่มสิ่งแวดล้อม (EnvTech) ความตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาด การจัดการขยะ สิ่งแวดล้อม ของหน่วยงานต่างๆ ก็เป็นแรงหนุนสำคัญ แถมพฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังมีอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันกันอีกพอสมควรครับ ทั้งเรื่องแหล่งทุนที่อาจเข้าถึงยากหรือไม่พอ โดยเฉพาะในช่วงการวิจัยพัฒนาและต้นน้ำ (early stage) บางอุตสาหกรรมอาจติดกฎระเบียบบางอย่าง รอการปลดล็อคหรือแก้ไข บางส่วนอาจเจอความท้าทายในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับของผู้ใช้งาน ตลอดจนการขาดแคลนบุคลากรฝีมือในบางสาขา เช่น วิศวกรหรือนักพัฒนา อันเป็นอุปสรรคร่วมในระดับมหภาคอยู่
ดังนั้น ผมคิดว่าทุกภาคส่วนยังต้องร่วมแรงกันอย่างต่อเนื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย การจูงใจให้เกิดการแยกตัวของสตาร์ทอัพ (spin-off) จากมหาวิทยาลัยและแล็บวิจัยมากขึ้น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา หรือการสร้างทักษะ (upskill/reskill) ด้านใหม่ๆ ให้กำลังคน ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะขับเคลื่อนระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทั้งต้องขยายผลไปสู่รากฐานที่กว้างกว่าเดิม อย่างสุขภาพ การศึกษา เกษตร และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึง ครอบคลุม และยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ
คำถามชวนคิด
ผมขอทิ้งท้ายด้วยคำถามชวนคิด ให้ทุกคนได้ไปต่อยอดกันครับ
- ในมุมมองของคุณ อะไรคือจุดแข็งของระบบสตาร์ทอัพไทยในปัจจุบัน และควรเสริมในจุดไหนเพิ่ม
- ในบริบทของประเทศไทย คุณคิดว่าสตาร์ทอัพในกลุ่มไหน (เช่น ฟินเทค เอ็ดเทค อะกรีเทค) น่าจะมีโอกาสเติบโตได้ดีที่สุด เพราะอะไร
- หากคุณจะเริ่มต้นสตาร์ทอัพสักแห่ง คุณอยากจะแก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคม และจะวางกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเห็นภาพของระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพในบ้านเราชัดเจนมากขึ้นนะครับ การสร้างนวัตกรรมและการประกอบการเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ต้องมีความอดทนและการลงทุนในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการสร้างคนและการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้ต้นกล้าแห่งนวัตกรรมงอกงามและเติบโตได้อย่างแข็งแรง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศต่อไปครับ
ขอบคุณทุกท่านครับ
เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ
0 Comments