ยา Rimegepant นวัตกรรมไมเกรนใหม่ บรรเทา-ป้องกันในเม็ดเดียว

by | 22 May 2025

ยาไมเกรนยุคใหม่ Rimegepant: เมื่อ “ความหวัง” ไม่ใช่แค่ยาแก้ปวด แต่คือ “ชีวิตที่กลับมา”

“พี่ครับ… อีกแล้วเหรอครับ?” เสียงน้องในทีมคนหนึ่งทักผมขึ้นเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ พยายามฝืนยิ้มตอบ “นิดหน่อยน่า… สงสัยเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย” แต่ในใจลึกๆ เรารู้ดีว่า “นิดหน่อย” ของคนเป็นไมเกรนมันไม่เคยนิดหน่อยจริงๆ ครับ แสงไฟนีออนในออฟฟิศที่เคยสว่างไสว วันนี้มันดูจ้าซะจนอยากจะปิดตา กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากห้องครัวที่เคยชื่นชอบ วันนี้มันกลับทำให้คลื่นไส้ และเสียงคีย์บอร์ดที่เคยเป็นเหมือนเสียงดนตรีประกอบการทำงาน วันนี้มันดังเสียดแทงเข้ามาในหัว

ผมนั่งคิดนะครับ… พวกเราหลายคนในวงการยา โดยเฉพาะสายงานขายและการตลาด คงคุ้นเคยกับความท้าทายในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้น แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราอินกับมันจริงๆ ไม่ใช่แค่ในฐานะคนทำงาน แต่ในฐานะคนที่อาจจะ “เข้าใจ” หรือกระทั่ง “เคยสัมผัส” ความทุกข์ทรมานนั้นด้วยตัวเอง?

ไมเกรน… ชื่อโรคที่ฟังดูเหมือนจะธรรมดา แต่สำหรับใครที่เป็น คงรู้ซึ้งถึงพิษสงของมันดีใช่ไหมครับ มันไม่ใช่แค่ “ปวดหัว” แต่มันคือการ “ปล้นชีวิต” ในช่วงเวลานั้นไปเลยทีเดียว งานที่ต้องทำ แผนที่วางไว้ หรือแม้แต่ช่วงเวลาดีๆ กับครอบครัว ก็อาจจะต้องพังทลายลงเพราะอาการที่คาดเดาไม่ได้นี้

แล้วถ้าผมบอกว่า… วันนี้เราอาจจะมี “อาวุธ” ใหม่ที่ไม่ได้แค่มาช่วย “บรรเทา” แต่มีศักยภาพพอที่จะ “พลิกเกม” การต่อสู้กับไมเกรนได้ล่ะครับ? น่าสนใจใช่ไหมครับ?

ย้อนรอยสมรภูมิไมเกรน: จาก “ยาแก้ตามอาการ” สู่ “ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง”

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับพระเอกของเราในวันนี้ ผมอยากชวนพวกเราย้อนกลับไปดูภูมิทัศน์ (landscape) ของการรักษาไมเกรนที่เราคุ้นเคยกันสักนิดครับ

สมัยก่อนนู้นเลย เวลาเราปวดไมเกรน ยาที่เรานึกถึงก็คงหนีไม่พ้นยาแก้ปวดทั่วไปอย่างพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (Naproxen) ซึ่งก็พอจะช่วยได้บ้างสำหรับอาการที่ไม่รุนแรง แต่หลายครั้งก็เหมือน “เกาไม่ถูกที่คัน” แถมถ้ากินบ่อยๆ ก็อาจจะมีของแถมเป็นโรคกระเพาะ หรือกระทบกับไตได้อีก

ต่อมาก็เริ่มมียาที่จำเพาะเจาะจงกับไมเกรนมากขึ้น เช่น กลุ่มทริปแทน (Triptans) หรือยากลุ่มเออร์กอต (Ergots) อย่างคาเฟอร์กอต (Cafergot) ซึ่งก็ช่วยลดอาการปวดได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องผลข้างเคียง โดยเฉพาะกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ต้องระมัดระวังในการใช้กับผู้ป่วยบางกลุ่ม และที่สำคัญคือ ยาเหล่านี้มักจะเน้นไปที่การ “ดับไฟ” เฉพาะหน้า คือกินเมื่อมีอาการปวดเท่านั้น

ปัญหาที่ตามมา และเป็นเหมือน “ฝันร้าย” ของทั้งคนไข้และหมอ ก็คือ “ภาวะปวดหัวจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป” หรือ Medication Overuse Headache (MOH) ครับ ลองนึกภาพตามนะครับ คนไข้ปวดหัวบ่อย ก็กินยาแก้ปวดบ่อย พอกินบ่อยเข้า จากยาที่เคยช่วย กลายเป็นตัวกระตุ้นให้ปวดหัวถี่ขึ้น หนักขึ้น วนลูปกันไปไม่จบไม่สิ้น เหมือนติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่หาทางออกได้ยากเหลือเกินครับ

ในขณะเดียวกัน สำหรับคนที่ปวดไมเกรนบ่อยๆ จนกระทบชีวิตประจำวัน คุณหมอก็อาจจะพิจารณา “ยาป้องกันไมเกรน” (Preventive treatment) ซึ่งเป็นยาที่ต้องกินทุกวันเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการ ยาในกลุ่มนี้ก็มีหลากหลายครับ ตั้งแต่ยากันชักบางตัว ยาลดความดันบางชนิด หรือยาต้านอาการซึมเศร้า ซึ่งแม้จะมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องแลกมากับผลข้างเคียงที่อาจจะทำให้ผู้ป่วยบางรายทนไม่ได้ เช่น น้ำหนักขึ้น ง่วงซึม สมองไม่ปลอดโปร่ง ซึ่งสำหรับคนวัยทำงานหรือวัยเรียนแล้ว ผลกระทบเหล่านี้ถือว่าไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ

จนกระทั่ง… นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ “ผู้ร้ายตัวจริง” ที่อยู่เบื้องหลังกลไกการเกิดไมเกรน นั่นคือสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า Calcitonin Gene-Related Peptide หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า CGRP ครับ

CGRP: “ตัวจุดชนวน” ความปวดในโลกของไมเกรน

เจ้า CGRP นี่มันคืออะไร? พูดง่ายๆ ก็คือ CGRP เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ร่างกายสร้างขึ้นครับ พบได้ในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย และมีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณความเจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของไมเกรน มีการศึกษาพบว่า ในช่วงที่คนไข้มีอาการปวดหัวไมเกรน ระดับของ CGRP ในเลือดจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่ออาการปวดทุเลาลง ระดับ CGRP ก็จะลดลงตามไปด้วย

ลองจินตนาการว่า CGRP เป็นเหมือน “กุญแจ” ที่ไปไข “ประตู” (Receptor) ของเซลล์ประสาท ทำให้เกิดการปล่อยสารเคมีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดและการอักเสบในระบบประสาท นี่แหละครับคือที่มาของอาการปวดตุ้บๆ และอาการอื่นๆ ที่ตามมาในผู้ป่วยไมเกรน

เมื่อเรารู้แล้วว่า CGRP คือเป้าหมายสำคัญ การพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ “ยับยั้ง” หรือ “สกัดกั้น” การทำงานของ CGRP (Anti-CGRP) จึงกลายเป็นความหวังใหม่ในการรักษาไมเกรนครับ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นยาในกลุ่ม Anti-CGRP ออกมาในรูปแบบ “ยาฉีด” กันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแพทย์และผู้ป่วยไมเกรนไม่น้อย เพราะเป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ตรงจุดมากขึ้น ผลข้างเคียงโดยรวมก็น้อยกว่ายาป้องกันรุ่นเก่าๆ แต่การที่ต้องฉีดยาทุกเดือน หรือทุกสามเดือน ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ป่วยบางราย

และนั่น… ก็เป็นที่มาของ “นวัตกรรม” ที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังในวันนี้ครับ

Rimegepant (ไรมีจีแพนท์): “นักรบสองบทบาท” ในรูปแบบยาเม็ดอมใต้ลิ้น

ขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ Rimegepant ครับ หรือที่บางท่านอาจจะคุ้นเคยในชื่อการค้าว่า Nurtec ODT ยาตัวนี้เป็นยาในกลุ่ม Anti-CGRP เหมือนกันครับ แต่สิ่งที่ทำให้ Rimegepant แตกต่างและน่าสนใจมากๆ ก็คือ มันมาในรูปแบบ “ยาเม็ดสำหรับอมใต้ลิ้น” (Orally Disintegrating Tablet – ODT) และที่สำคัญกว่านั้นคือ มันมี “สองบทบาท” ในเม็ดเดียว!

เป็นยังไงน่ะเหรอครับ?

  1. บทบาทนักรบจู่โจมเร็ว (Acute Treatment): เมื่ออาการไมเกรนเริ่มคุกคาม Rimegepant สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วครับ โดยทั่วไปแล้วภายใน 1 ชั่วโมงหลังอมยา ก็สามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะและอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับไมเกรนได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แพ้แสง แพ้เสียง (Migraine-associated symptoms) ด้วยความที่เป็นยาเม็ดอมใต้ลิ้น มันจึงดูดซึมได้เร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการกลืนยาในขณะที่กำลังคลื่นไส้อย่างรุนแรง และที่น่าทึ่งคือ ฤทธิ์ของยาในการบรรเทาอาการปวดนี้สามารถอยู่ได้นานถึง 48 ชั่วโมง หรือ 2 วันเต็มๆ เลยทีเดียวครับ!
  2. บทบาททหารยามผู้แข็งแกร่ง (Preventive Treatment): นอกจากจะใช้รักษาอาการแบบเฉียบพลันได้แล้ว Rimegepant ยังได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นยา “ป้องกัน” ไมเกรนได้อีกด้วยครับ โดยการทานยาวันเว้นวัน (every other day) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสามารถช่วยลดจำนวนวันที่ปวดหัวไมเกรนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ลองนึกภาพดูนะครับว่ามันสะดวกแค่ไหน จากเดิมที่เราอาจจะต้องพกยาสองชุด คือยาแก้ปวดเฉียบพลันชุดหนึ่ง กับยาป้องกันที่ต้องกินทุกวันอีกชุดหนึ่ง ตอนนี้เราอาจจะมี “อาวุธชิ้นเดียว” ที่ทำได้ทั้งสองหน้าที่!

Rimegepant เหนือกว่ายาไมเกรนแบบเดิมๆ อย่างไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอเปรียบเทียบ Rimegepant กับยาไมเกรนกลุ่มเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกันนะครับ

  • เมื่อเทียบกับยาแก้ปวดเฉียบพลันรุ่นเก่า (เช่น NSAIDs, Triptans):
    • กลไกการออกฤทธิ์ที่ตรงจุดกว่า: Rimegepant พุ่งเป้าไปที่ CGRP โดยตรง ทำให้ไม่ไป “รบกวน” ระบบอื่นๆ ในร่างกายเหมือนยาแก้ปวดรุ่นเก่าๆ ที่อาจจะมีผลต่อกระเพาะอาหาร ไต หรือระบบหัวใจและหลอดเลือด
    • ลดความเสี่ยง Medication Overuse Headache (MOH): นี่คือจุดเด่นที่สำคัญมากครับ! จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบว่าการใช้ Rimegepant บ่อยๆ จะทำให้เกิดภาวะ MOH เหมือนยาแก้ปวดกลุ่มเดิมๆ นั่นหมายความว่า คนไข้อาจจะไม่ต้องกังวลว่าจะ “ติดยา” หรือยิ่งกินยิ่งปวดอีกต่อไป
    • ความสะดวกในการใช้: รูปแบบเม็ดอมใต้ลิ้น รสมิ้นต์ ไม่ต้องใช้น้ำ เหมาะมากสำหรับคนไข้ที่มีอาการคลื่นไส้รุนแรงจนกลืนยาเม็ดธรรมดาได้ลำบาก
  • เมื่อเทียบกับยาป้องกันไมเกรนรุ่นเก่า (เช่น ยากันชัก, ยาลดความดัน):
    • ผลข้างเคียงที่น้อยกว่าอย่างชัดเจน: ลาก่อนปัญหาน้ำหนักขึ้น ง่วงซึม หรือสมองตื้อๆ ครับ! Rimegepant มีโปรไฟล์ผลข้างเคียงที่ค่อนข้างดี ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา
    • ไม่ต้องค่อยๆ ปรับยา (Titration): สามารถเริ่มยาในขนาดที่ใช้รักษาได้เลย ไม่ต้องค่อยๆ เพิ่มขนาดยาเหมือนยาป้องกันรุ่นเก่าบางตัว
  • เมื่อเทียบกับยา Anti-CGRP ชนิดฉีด:
    • ความสะดวกในรูปแบบยากิน: สำหรับคนที่ไม่ชอบเข็มฉีดยา หรือไม่สะดวกไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาทุกเดือน Rimegepant ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากครับ
    • ระยะเวลาการหยุดยาก่อนตั้งครรภ์สั้นกว่า: นี่เป็นอีกประเด็นที่สำคัญสำหรับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่วางแผนจะมีบุตรครับ โดยทั่วไป Rimegepant ต้องการระยะเวลาหยุดยา (washout period) ประมาณ 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งสั้นกว่ายาฉีดบางตัวที่อาจจะต้องหยุดนานถึง 5-6 เดือน

แล้วใครบ้างที่เหมาะกับ Rimegepant?

แน่นอนว่าการเลือกใช้ยาใดๆ ก็ตาม ควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว Rimegepant อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับ:

  • ผู้ป่วยไมเกรนชนิดเป็นๆ หายๆ (Episodic migraine) ที่ต้องการทั้งยาสำหรับรักษาอาการเฉียบพลันและยาป้องกัน
  • ผู้ที่เคยใช้ยาไมเกรนชนิดอื่นแล้วมีผลข้างเคียงจนทนไม่ได้
  • ผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีข้อห้ามในการใช้ยาไมเกรนกลุ่มเดิมๆ
  • ผู้ที่กังวลเรื่อง Medication Overuse Headache
  • ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อาจมีแผนตั้งครรภ์ในอนาคต (ภายใต้คำแนะนำของแพทย์)

ความท้าทายและอนาคตของ Rimegepant ในประเทศไทย

ณ ปัจจุบัน (ข้อมูลขณะที่เขียนบทความนี้) Rimegepant ถือเป็นยาใหม่ในประเทศไทย และยังมีเรื่องของ “ราคา” ที่อาจจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยาไมเกรนแบบดั้งเดิม และยังไม่สามารถเบิกจ่ายจากสิทธิการรักษาพยาบาลส่วนใหญ่ได้ ซึ่งก็เป็นความท้าทายที่เราในฐานะคนในวงการยาต้องช่วยกันสื่อสาร “คุณค่า” (value) ที่แท้จริงของยานวัตกรรมเหล่านี้ออกไปครับ

คุณค่าที่ว่านี้ ไม่ได้วัดกันที่ “ราคาต่อเม็ด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึง “คุณภาพชีวิต” ที่ผู้ป่วยจะได้รับกลับคืนมา วันที่ไม่ต้องสูญเสียไปกับอาการปวดหัว ประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้น ความสุขในการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกรบกวน สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับคือ “ผลลัพธ์” ที่ประเมินค่าได้ยาก

ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อมีการใช้ Rimegepant แพร่หลายมากขึ้น มีข้อมูลในผู้ป่วยชาวไทยมากขึ้น และอาจจะมีการเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น ยาตัวนี้จะเป็นอีกหนึ่ง “ความหวัง” ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยไมเกรนในบ้านเราอย่างแน่นอนครับ

บทสรุป: มากกว่ายา คือ “อิสรภาพจากความปวด”

การมาถึงของ Rimegepant ไม่ใช่แค่การมียาใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัวในตำรับยาไมเกรนนะครับ แต่มันคือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” (paradigm shift) ในการดูแลผู้ป่วยไมเกรนเลยก็ว่าได้ มันคือการมอบ “ทางเลือก” ที่มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ และสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

สำหรับพวกเราในฐานะ “คนวงใน” ของอุตสาหกรรมยา การทำความเข้าใจนวัตกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อ “ขายของ” นะครับ แต่คือการที่เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอ “โซลูชัน” ที่ดีกว่าให้กับผู้ป่วย ทำให้พวกเขามีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง

ลองจินตนาการถึงวันที่เพื่อนร่วมงานของเรา หรือแม้แต่ตัวเราเอง สามารถเผชิญหน้ากับวันจันทร์ที่แสนวุ่นวายได้โดยไม่ต้องกังวลว่าไมเกรนจะมาทักทายเมื่อไหร่ วันที่เราสามารถวางแผนไปเที่ยวพักผ่อนได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องพกยาแก้ปวดเป็นกำๆ อีกต่อไป… นั่นแหละครับคือ “ภาพฝัน” ที่ Rimegepant และนวัตกรรมทางการแพทย์อื่นๆ กำลังพยายามทำให้เป็นจริง

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนพวกเราลองคิดตามนะครับ: ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของวงการยา เราจะนำความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมอย่าง Rimegepant นี้ ไปสร้าง “การเปลี่ยนแปลง” ที่มีความหมายให้กับชีวิตของผู้ป่วยไมเกรนได้อย่างไรบ้าง?

บางที คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่แค่ในแผ่นโบรชัวร์ หรือสไลด์นำเสนอ แต่อยู่ใน “ความใส่ใจ” และ “ความปรารถนาดี” ที่เราอยากจะเห็นทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริงครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ หวังว่าเรื่องราวของ Rimegepant ในวันนี้ จะจุดประกายความหวังและเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อยครับ หากมีข้อสงสัยหรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติม สามารถคอมเมนต์ไว้ได้เลยนะครับ

แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ!

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน