ในฐานะที่ผมเป็นเภสัชกรและทำงานในอุตสาหกรรมยามากว่า 20 ปี ผมพบว่ามีเภสัชกรการตลาดและผู้บริหารบริษัทยาจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของรายได้ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สุขภาพร่างกายและจิตใจ แต่หลายคนกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมักจะทำได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งรู้สึกท้อแท้จนแทบจะยอมแพ้ (แน่นอนว่าผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น)
รอบนี้จะเป็นแบบนี้อีกครั้ง ผมอ่าน สรุป ย่อย และนำเคล็ดลับบางประการที่กรองมาแล้ว มาแบ่งปันร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งสำหรับบทความนี้ ผมมีเคล็ดลับการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ผลกับหลายคนที่ผมเคยให้คำปรึกษามาแล้ว และอยากแบ่งปันให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กับชีวิตของตนเองดูครับ
เริ่มต้นมองให้เห็นและยอมรับความจริง
เริ่มต้นจากความไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความจริงว่า เรารู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถเพิ่มยอดขาย (sales) ได้ตามเป้า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจนเสื้อผ้าเริ่มคับ ความเครียดสะสมจากการทำงานและปัญหาในครอบครัว ฯลฯ เราต้องกล้าเผชิญความจริง ไม่หนีปัญหา ไม่ปล่อยให้สภาพแบบนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังรู้สึกสบายใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้ เราก็คงไม่ได้รู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก

หลังจากที่ยอมรับความจริงแล้ว ให้นึกภาพตัวเองว่า ถ้าเราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีก 5-10 ปีข้างหน้าชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ภาพที่เห็นอาจจะยิ่งทำให้เรารู้สึกอึดอัด หมดกำลังใจ อยากหนีให้ไกลจากสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ นี่แหละคือสัญญาณบอกว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ
เปลี่ยนมุมให้เห็นภาพที่อยากให้เป็น
ตั้งเป้าหมายการเปลียนแปลงที่ชัดเจน จากความรู้สึกไม่พอใจนั้น ให้เราเปลี่ยนมุมมองมาคิดในด้านบวกบ้าง ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นจากวันนี้ เราอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไร เช่น:
- ผมอยากมีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ในปีหน้า พร้อมได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น
- ผมอยากลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัม ภายใน 3 เดือน เพื่อให้รู้สึกมั่นใจทุกครั้งที่ต้องพบลูกค้าสำคัญ
- ผมอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น จากเดิมที่เจอกันแค่วันอาทิตย์ ก็อยากให้ได้มีกิจกรรมร่วมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน (Key Performance Indicators: KPIs) ทั้งเชิงปริมาณ เช่น เปอร์เซ็นต์รายได้ที่เพิ่มขึ้น, จำนวนกิโลกรัมที่ลดลง, จำนวนครั้งที่ได้อยู่กับครอบครัว และกำหนดกรอบระยะเวลาที่ต้องการบรรลุเป้าหมายให้แน่นอน
ยิ่งตั้งเป้าหมายได้ชัดเจนเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีพลัง อยากลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้โดยเร็ว
หาเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมเราถึงควรได้สิ่งนั้น
หาเหตุผลที่ดีพอ ที่จะทำให้อยากสู้ต่อไป หลายครั้ง เราอาจจะรู้สึกว่าการจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย จนอยากถอดใจ ยอมแพ้ ถ้าเป็นแบบนั้น ให้ลองถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ เพื่ออะไร เพื่อใคร ยกตัวอย่างเช่น
- ผมต้องการเพิ่มรายได้และเลื่อนตำแหน่ง เพื่อให้สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด ซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ทั้งครอบครัวอยู่อย่างสบาย และยังเป็นการพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าผมประสบความสำเร็จในชีวิต
- ผมต้องการลดความอ้วน เพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่พ่อผมเป็นและเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร ผมไม่อยากจากลูกและภรรยาไปเร็วแบบนั้น
- ผมต้องการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เพราะลูกผมกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ผมอยากเป็นเพื่อนคุยและที่ปรึกษาให้เขาผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้ด้วยดี

การมีเหตุผลที่ดีและหนักแน่นพอ จะช่วยให้เรามีกำลังใจสู้กับอุปสรรค ไม่ย่อท้อ เพราะเรารู้ว่าถ้าทำสำเร็จ สิ่งดีๆ มากมายกำลังรออยู่
ทำทีละขั้น ทำทีละตอน กินช้างทีละคำ
วางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การจะทำอะไรให้สำเร็จ ทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว จำเป็นต้องมีการวางแผนที่ดี (planning) ให้รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน และจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ถึงเป้าหมายปลายทาง การแบ่งเป้าหมายใหญ่ออกเป็นเป้าหมายย่อย (milestones) ก็จะยิ่งทำให้เราเห็นความคืบหน้า เกิดกำลังใจในการลงมือทำ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป้าหมายคือการเพิ่มรายได้ 20% ภายในปีหน้า อาจตั้งเป้าหมายย่อยแบบนี้
- ไตรมาส 1 เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ 10 ราย โดยไปออกบูธในงานประชุมวิชาการหรือสัมมนาอย่างน้อยเดือนละครั้ง
- ไตรมาส 2 ทำแคมเปญการขาย (sales campaign) เพื่อกระตุ้นยอดซื้อซ้ำจากลูกค้าเก่า 30 ราย คาดการณ์ยอดขายเพิ่ม 10%
- ไตรมาส 3 ร่วมมือกับแผนกการตลาด (marketing) เปิดตัวสินค้าใหม่ 1 รายการ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ xx บาท
- ไตรมาส 4 ปิดยอดขายไตรมาส 3 ให้ได้ตามเป้า พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลการขาย (sales data) ทั้งปี เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในปีถัดไป

การมีแผนงานที่ละเอียด ชัดเจน จะช่วยกำหนดทิศทางการทำงานในแต่ละช่วง และที่สำคัญคือต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่อขับเคลื่อนแผนไปสู่ความสำเร็จให้ได้
สร้างกลไกการติดตาม กำกับ ทบทวน ปรับปรุง นอกจากการลงมือทำตามแผนแล้ว การมีระบบติดตามความคืบหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น:
- การตั้งค่าแจ้งเตือน (reminder) บนมือถือ
- การจดบันทึก (journal) ความคืบหน้าทุกวัน
- การนัดเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน คอยถามไถ่และให้กำลังใจกัน
- การทบทวนผลลัพธ์ (results) และปัญหาอุปสรรคที่เจอทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน
ระบบเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเตือนไม่ให้เราหลงลืมที่จะทำตามแผน และยังทำให้เรารู้ตัวเร็วขึ้นหากมีอะไรไม่เป็นไปตามแผน จะได้คิดหาวิธีแก้ไขปรับเปลี่ยน (adaptive mindset) ให้ทันท่วงทีอีกด้วย
ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน ต้องลองผิดลองถูกกันไป แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง มีวินัยในการลงมือทำ คอยติดตามความคืบหน้า พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนครับ
หาแรงใจสนับสนุน
การหาแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท้อแท้ หมดกำลังใจไปได้ คือการมี “แรงสนับสนุน” จากคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เจ้านายหรือลูกน้องของเราเอง
การได้มีคนรับฟัง เข้าใจ ให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือในยามที่เราต้องการ จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่หล่อเลี้ยงให้เรากล้าสู้ต่อไปได้ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อถอย หรือสิ้นหวัง

หากเป็นไปได้ ลองหาคนที่มีเป้าหมายคล้ายกับเรา มาร่วมเป็น “เพื่อนคู่หู” เดินทางไปด้วยกัน เพื่อเป็นกำลังใจและแรงผลักดันซึ่งกันและกัน เช่น:
- ถ้าอยากลดน้ำหนัก ก็ชวนเพื่อน แฟนหรือคู่สมรสมาออกกำลังกายด้วยกันทุกเช้าวันเสาร์
- ถ้าอยากพัฒนาทักษะการขาย ก็ตั้งกลุ่ม “ผู้แทนพันธุ์ใหม่” แชร์เคล็ดลับ ให้คำปรึกษา ช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขระหว่างกัน (ในอุตสาหกรรมยาของไทยอาจยากหน่อย เพราะหลายครั้งก็มีคนเห็นว่าวิธีการทำงานเป็นความลับภายในของบริษัท … แต่ผมเองก็คิดว่ามันก็พอจะมีมุมที่ให้แชร์กันอยู่ได้นะครับ)
- ถ้าอยากใช้เวลากับลูกมากขึ้น ก็พูดคุยกับคู่ครองให้เข้าใจ แล้วผลัดกันดูแลลูก จัดสรรบทบาทหน้าที่ในครอบครัวให้ลงตัว
การได้มีคนเดินเคียงข้าง เอาใจใส่ ห่วงใย จะช่วยให้เรารู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา พร้อมก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ
แบบฝึกหัด
ในตอนท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนได้ทบทวนเส้นทางชีวิตของตัวเองในวันนี้ด้วยคำถามง่ายๆ ดังนี้
- คุณรู้สึกพอใจกับชีวิตของคุณแค่ไหนในขณะนี้ ทั้งในด้านงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ฯลฯ
- มีเรื่องอะไรบ้างที่คุณอยากเปลี่ยนแปลง ให้ระบุมาสัก 3-5 เรื่อง พร้อมบอกเหตุผลที่อยากเปลี่ยน
- ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นได้สำเร็จ ชีวิตคุณจะดีขึ้นอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณและคนที่คุณรัก
- คุณคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจขัดขวางไม่ให้คุณทำสิ่งเหล่านั้นได้ และคุณจะแก้ไขอย่างไร
- คุณจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อไร จะเริ่มจากเรื่องอะไรก่อนดี และจะวัดความคืบหน้าอย่างไร
เมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว ลองนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (action plan) และกำหนดเป้าหมายระยะสั้น-กลาง-ยาว ไล่เรียงเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมวางระบบการติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือชวนคนอื่นมาร่วมด้วยก็ได้
เคล็ดลับสุดท้าย ที่จะช่วยให้ทุกคนมีแรงฮึดสู้ คือการ “ฉลองชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ” ระหว่างทาง ไม่ต้องรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก็ได้ เพราะทุกก้าวย่างล้วนมีความหมาย มีคุณค่า และนำเราไปสู่จุดหมายในฝันที่วาดไว้ทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะช่วยจุดประกายให้เภสัชกรการตลาดและผู้บริหารบริษัทยา ตลอดจนผู้อ่านทุกท่าน ได้ออกเดินทางสู่การค้นหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านงาน ครอบครัว และสุขภาพ
การเดินทางอาจเหนื่อยยาก แต่ขอให้เชื่อมั่นว่ามันคุ้มค่าเสมอ แล้วเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในสักวัน อย่าลืมนะครับ ว่าคุณเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ไม่มีใครทำแทนคุณได้ในเรื่องนี้ เริ่มต้นวันนี้ เริ่มต้นที่ตัวคุณ แล้วอนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ข้างหน้า สู้ๆ นะครับ
ของแถม – Mind Mapping สรุปเนื้อหาจากบทความในภาพเดียว

0 Comments