สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน (พลังใจ#2)

by | 19 Apr 2024

ในฐานะที่ผมเป็นเภสัชกรและทำงานในอุตสาหกรรมยามากว่า 20 ปี ผมพบว่ามีเภสัชกรการตลาดและผู้บริหารบริษัทยาจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของรายได้ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สุขภาพร่างกายและจิตใจ แต่หลายคนกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมักจะทำได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งรู้สึกท้อแท้จนแทบจะยอมแพ้ (แน่นอนว่าผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น)

รอบนี้จะเป็นแบบนี้อีกครั้ง ผมอ่าน สรุป ย่อย และนำเคล็ดลับบางประการที่กรองมาแล้ว มาแบ่งปันร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งสำหรับบทความนี้ ผมมีเคล็ดลับการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ซึ่งได้ผลกับหลายคนที่ผมเคยให้คำปรึกษามาแล้ว และอยากแบ่งปันให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กับชีวิตของตนเองดูครับ

เริ่มต้นมองให้เห็นและยอมรับความจริง

เริ่มต้นจากความไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความจริงว่า เรารู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถเพิ่มยอดขาย (sales) ได้ตามเป้า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจนเสื้อผ้าเริ่มคับ ความเครียดสะสมจากการทำงานและปัญหาในครอบครัว ฯลฯ เราต้องกล้าเผชิญความจริง ไม่หนีปัญหา ไม่ปล่อยให้สภาพแบบนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังรู้สึกสบายใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้ เราก็คงไม่ได้รู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก

Accepting Current Dissatisfactions
การยอมรับความจริงว่า เรารู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น

หลังจากที่ยอมรับความจริงแล้ว ให้นึกภาพตัวเองว่า ถ้าเราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีก 5-10 ปีข้างหน้าชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ภาพที่เห็นอาจจะยิ่งทำให้เรารู้สึกอึดอัด หมดกำลังใจ อยากหนีให้ไกลจากสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ นี่แหละคือสัญญาณบอกว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

เปลี่ยนมุมให้เห็นภาพที่อยากให้เป็น

ตั้งเป้าหมายการเปลียนแปลงที่ชัดเจน จากความรู้สึกไม่พอใจนั้น ให้เราเปลี่ยนมุมมองมาคิดในด้านบวกบ้าง ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นจากวันนี้ เราอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไร เช่น:

  • ผมอยากมีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ในปีหน้า พร้อมได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น
  • ผมอยากลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัม ภายใน 3 เดือน เพื่อให้รู้สึกมั่นใจทุกครั้งที่ต้องพบลูกค้าสำคัญ
  • ผมอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น จากเดิมที่เจอกันแค่วันอาทิตย์ ก็อยากให้ได้มีกิจกรรมร่วมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
Visualizing a Brighter Future
จากความรู้สึกไม่พอใจนั้น ให้เราเปลี่ยนมุมมองมาคิดในด้านบวกบ้าง ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นจากวันนี้ เราอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไร

การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน (Key Performance Indicators: KPIs) ทั้งเชิงปริมาณ เช่น เปอร์เซ็นต์รายได้ที่เพิ่มขึ้น, จำนวนกิโลกรัมที่ลดลง, จำนวนครั้งที่ได้อยู่กับครอบครัว และกำหนดกรอบระยะเวลาที่ต้องการบรรลุเป้าหมายให้แน่นอน

ยิ่งตั้งเป้าหมายได้ชัดเจนเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีพลัง อยากลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้โดยเร็ว

หาเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมเราถึงควรได้สิ่งนั้น

หาเหตุผลที่ดีพอ ที่จะทำให้อยากสู้ต่อไป หลายครั้ง เราอาจจะรู้สึกว่าการจะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย จนอยากถอดใจ ยอมแพ้ ถ้าเป็นแบบนั้น ให้ลองถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ เพื่ออะไร เพื่อใคร ยกตัวอย่างเช่น

  • ผมต้องการเพิ่มรายได้และเลื่อนตำแหน่ง เพื่อให้สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด ซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ทั้งครอบครัวอยู่อย่างสบาย และยังเป็นการพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าผมประสบความสำเร็จในชีวิต
  • ผมต้องการลดความอ้วน เพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่พ่อผมเป็นและเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร ผมไม่อยากจากลูกและภรรยาไปเร็วแบบนั้น
  • ผมต้องการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เพราะลูกผมกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ผมอยากเป็นเพื่อนคุยและที่ปรึกษาให้เขาผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้ด้วยดี
Finding the Why
ให้ลองถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ เพื่ออะไร เพื่อใคร

การมีเหตุผลที่ดีและหนักแน่นพอ จะช่วยให้เรามีกำลังใจสู้กับอุปสรรค ไม่ย่อท้อ เพราะเรารู้ว่าถ้าทำสำเร็จ สิ่งดีๆ มากมายกำลังรออยู่

ทำทีละขั้น ทำทีละตอน กินช้างทีละคำ

วางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การจะทำอะไรให้สำเร็จ ทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว จำเป็นต้องมีการวางแผนที่ดี (planning) ให้รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน และจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ถึงเป้าหมายปลายทาง การแบ่งเป้าหมายใหญ่ออกเป็นเป้าหมายย่อย (milestones) ก็จะยิ่งทำให้เราเห็นความคืบหน้า เกิดกำลังใจในการลงมือทำ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป้าหมายคือการเพิ่มรายได้ 20% ภายในปีหน้า อาจตั้งเป้าหมายย่อยแบบนี้

  • ไตรมาส 1 เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ 10 ราย โดยไปออกบูธในงานประชุมวิชาการหรือสัมมนาอย่างน้อยเดือนละครั้ง
  • ไตรมาส 2 ทำแคมเปญการขาย (sales campaign) เพื่อกระตุ้นยอดซื้อซ้ำจากลูกค้าเก่า 30 ราย คาดการณ์ยอดขายเพิ่ม 10%
  • ไตรมาส 3 ร่วมมือกับแผนกการตลาด (marketing) เปิดตัวสินค้าใหม่ 1 รายการ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ xx บาท
  • ไตรมาส 4 ปิดยอดขายไตรมาส 3 ให้ได้ตามเป้า พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลการขาย (sales data) ทั้งปี เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในปีถัดไป
ลงมือทำ ทีละขั้น ทีละตอน กินข้าวทีละคำ คำเล็กๆ เดี๋ยวก็หมด คล้ายๆ กับสุภาษิตฝรั่งที่เค้าถามว่า คุณจะกินช้างหมดทั้งตัวได้อย่างไร คำตอบไม่ใช่กินคำใหญ่คำเดียว แต่ให้กินทีละคำ คำน้อยๆ ใช้เวลาหน่อย แต่ถ้าไม่หยุดกินก็จะหมดทั้งตัวได้ในไม่ช้า … ช้างตัวที่ว่า อุปมาคืองานใหญ่ๆ

การมีแผนงานที่ละเอียด ชัดเจน จะช่วยกำหนดทิศทางการทำงานในแต่ละช่วง และที่สำคัญคือต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่อขับเคลื่อนแผนไปสู่ความสำเร็จให้ได้

สร้างกลไกการติดตาม กำกับ ทบทวน ปรับปรุง นอกจากการลงมือทำตามแผนแล้ว การมีระบบติดตามความคืบหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น:

  • การตั้งค่าแจ้งเตือน (reminder) บนมือถือ
  • การจดบันทึก (journal) ความคืบหน้าทุกวัน
  • การนัดเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน คอยถามไถ่และให้กำลังใจกัน
  • การทบทวนผลลัพธ์ (results) และปัญหาอุปสรรคที่เจอทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน

ระบบเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเตือนไม่ให้เราหลงลืมที่จะทำตามแผน และยังทำให้เรารู้ตัวเร็วขึ้นหากมีอะไรไม่เป็นไปตามแผน จะได้คิดหาวิธีแก้ไขปรับเปลี่ยน (adaptive mindset) ให้ทันท่วงทีอีกด้วย

ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน ต้องลองผิดลองถูกกันไป แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง มีวินัยในการลงมือทำ คอยติดตามความคืบหน้า พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนครับ

หาแรงใจสนับสนุน

การหาแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท้อแท้ หมดกำลังใจไปได้ คือการมี “แรงสนับสนุน” จากคนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เจ้านายหรือลูกน้องของเราเอง

การได้มีคนรับฟัง เข้าใจ ให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือในยามที่เราต้องการ จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่หล่อเลี้ยงให้เรากล้าสู้ต่อไปได้ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อถอย หรือสิ้นหวัง

Community Support and Accountability
การมีแรงใจสนับสนุนจากคนรอบข้าง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท้อแท้ หมดกำลังใจไปได้

หากเป็นไปได้ ลองหาคนที่มีเป้าหมายคล้ายกับเรา มาร่วมเป็น “เพื่อนคู่หู” เดินทางไปด้วยกัน เพื่อเป็นกำลังใจและแรงผลักดันซึ่งกันและกัน เช่น:

  • ถ้าอยากลดน้ำหนัก ก็ชวนเพื่อน แฟนหรือคู่สมรสมาออกกำลังกายด้วยกันทุกเช้าวันเสาร์
  • ถ้าอยากพัฒนาทักษะการขาย ก็ตั้งกลุ่ม “ผู้แทนพันธุ์ใหม่” แชร์เคล็ดลับ ให้คำปรึกษา ช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขระหว่างกัน (ในอุตสาหกรรมยาของไทยอาจยากหน่อย เพราะหลายครั้งก็มีคนเห็นว่าวิธีการทำงานเป็นความลับภายในของบริษัท … แต่ผมเองก็คิดว่ามันก็พอจะมีมุมที่ให้แชร์กันอยู่ได้นะครับ)
  • ถ้าอยากใช้เวลากับลูกมากขึ้น ก็พูดคุยกับคู่ครองให้เข้าใจ แล้วผลัดกันดูแลลูก จัดสรรบทบาทหน้าที่ในครอบครัวให้ลงตัว

การได้มีคนเดินเคียงข้าง เอาใจใส่ ห่วงใย จะช่วยให้เรารู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา พร้อมก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ

แบบฝึกหัด

ในตอนท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนได้ทบทวนเส้นทางชีวิตของตัวเองในวันนี้ด้วยคำถามง่ายๆ ดังนี้

  • คุณรู้สึกพอใจกับชีวิตของคุณแค่ไหนในขณะนี้ ทั้งในด้านงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ฯลฯ
  • มีเรื่องอะไรบ้างที่คุณอยากเปลี่ยนแปลง ให้ระบุมาสัก 3-5 เรื่อง พร้อมบอกเหตุผลที่อยากเปลี่ยน
  • ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นได้สำเร็จ ชีวิตคุณจะดีขึ้นอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณและคนที่คุณรัก
  • คุณคิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจขัดขวางไม่ให้คุณทำสิ่งเหล่านั้นได้ และคุณจะแก้ไขอย่างไร
  • คุณจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อไร จะเริ่มจากเรื่องอะไรก่อนดี และจะวัดความคืบหน้าอย่างไร

เมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว ลองนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (action plan) และกำหนดเป้าหมายระยะสั้น-กลาง-ยาว ไล่เรียงเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมวางระบบการติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือชวนคนอื่นมาร่วมด้วยก็ได้

เคล็ดลับสุดท้าย ที่จะช่วยให้ทุกคนมีแรงฮึดสู้ คือการ “ฉลองชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ” ระหว่างทาง ไม่ต้องรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก็ได้ เพราะทุกก้าวย่างล้วนมีความหมาย มีคุณค่า และนำเราไปสู่จุดหมายในฝันที่วาดไว้ทั้งสิ้น

ฉลองชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ” ระหว่างทาง จะช่วยให้เราฮึดสู้ได้ไม่หยุด (ย้ำว่า ยังไม่ต้องเยอะนะครับ 😅)

สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะช่วยจุดประกายให้เภสัชกรการตลาดและผู้บริหารบริษัทยา ตลอดจนผู้อ่านทุกท่าน ได้ออกเดินทางสู่การค้นหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านงาน ครอบครัว และสุขภาพ

การเดินทางอาจเหนื่อยยาก แต่ขอให้เชื่อมั่นว่ามันคุ้มค่าเสมอ แล้วเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในสักวัน อย่าลืมนะครับ ว่าคุณเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ไม่มีใครทำแทนคุณได้ในเรื่องนี้ เริ่มต้นวันนี้ เริ่มต้นที่ตัวคุณ แล้วอนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ข้างหน้า สู้ๆ นะครับ

ของแถม – Mind Mapping สรุปเนื้อหาจากบทความในภาพเดียว

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน