สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ ผมอยากเขียนถึงแนวทางในการบริหาร Supply Chain ของโรงพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งเป็นแกนในการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เหมาะสมได้ ดังนั้น การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของโรงพยาบาล (Hospital Supply Chain) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยและความอยู่รอดของธุรกิจ วันนี้ผมจะขอแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงการจัดการซัพพลายเชนของโรงพยาบาลในบริบทของประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาในการนำเสนอนี้ จะขอสกัดแนวคิดและเนื้อหาจากบทความวิจัย “Senarak, D., & Kritchanchai, D. (2020). 3PL Managed SPD-Based Logistics Management Model for Hospital Supply Chain: A Case Study of Hospital Supply Chain in Thailand. In Proceedings of the IEEE 7th International Conference on Industrial Engineering and Applications (pp. 479-483). IEEE.”
ความท้าทายของการจัดการซัพพลายเชนโรงพยาบาล
การบริหารซัพพลายเชนของโรงพยาบาลนับเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากต้องรับมือกับความต้องการใช้เวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ที่ผันผวน ทั้งยังต้องสามารถจัดหาให้ได้อย่างทันท่วงทีเพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาล ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมต้นทุนและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด ความซับซ้อนนี้ทำให้หลายโรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนหรือมีสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินและประสิทธิภาพการดำเนินงาน

โมเดล SPD กับการปฏิวัติการจัดการซัพพลายเชนโรงพยาบาล
โมเดลการจัดการโลจิสติกส์แบบ SPD (Supply, Processing and Distribution) ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองในการปรับปรุงซัพพลายเชนของโรงพยาบาล โดยได้รับการพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างประสบความสำเร็จในโรงพยาบาลชั้นนำของญี่ปุ่นและจีน แนวคิดหลักของ SPD คือการรวม “ศูนย์การจัดการด้านอุปทาน” (Supply) “การจัดการคลังสินค้าและการผลิต” (Processing) และ “การกระจายสินค้า” (Distribution) ไว้ที่หน่วยงานเดียว ทำให้สามารถเชื่อมโยงและปรับเปลี่ยนทิศทางได้อย่างคล่องตัวตามสถานการณ์
จากกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้ SPD ในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทย พบว่าการนำ SPD มาใช้โดยให้ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ภายนอก (3PL – Third Party Logistics Provider) เป็นผู้บริหารจัดการคลังสินค้ากลาง (Centralized Warehouse) ขององค์กร ร่วมกับการจัดตั้งองค์กรในการจัดซื้อร่วมหรือรวมกลุ่มกันจัดซื้อ (GPO – Group Purchasing Organization) (Note* ซึ่งอย่าหลงกับ GPO ที่หมายถึง Government Pharmaceutical Organization หรือองค์การเภสัชกรรมนะครับ ถึงแม้องค์การเภสัชกรรมในปัจจุบันอาจมีการปรับมาทำหน้าที่ในส่วนนี้แทนโรงพยาบาลในบางจังหวัดแล้วก็ตาม) และมีศูนย์กระจายสินค้าในระดับภูมิภาค (Regional Distribution Hubs) เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
การวิเคราะห์เพื่อเลือกโมเดล SPD ที่เหมาะสม
ในการศึกษาเพื่อออกแบบโมเดล SPD ที่เหมาะสมที่สุดนั้น ทีมวิจัยได้สร้างโมเดลทางเลือกขึ้นมา 9 แบบจากการประยุกต์ทฤษฎีซัพพลายเชนและปรับให้สอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลไทย จากนั้นจึงใช้เทคนิค AHP (Analytic Hierarchy Process) เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสำคัญของเกณฑ์ต่างๆ ในการวัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของโรงพยาบาล ก่อนจะนำเกณฑ์เหล่านั้นมาจัดอันดับโมเดลทั้ง 9 ด้วยวิธี Fuzzy TOPSIS
ทีมวิจัยได้สร้างโมเดลทางเลือกสำหรับการจัดการซัพพลายเชนของโรงพยาบาลขึ้นมา 9 แบบ โดยประยุกต์จากทฤษฎีซัพพลายเชนและปรับให้เข้ากับบริบทของโรงพยาบาลในประเทศไทย ลองมาทำความเข้าใจแต่ละโมเดลกันดูนะครับ
- โมเดลที่ 1: เป็นการจำลองรูปแบบ ที่มีคลังสินค้ากลาง (Centralized Warehouse) และองค์กรจัดซื้อกลุ่ม (GPO) ทำหน้าที่บริหารจัดการซัพพลายเชนแบบครบวงจร
Model 1: Supplier -> GPO -> Centralized Warehouse -> Hospital
กรณีนี้ องค์กรจัดซื้อร่วม (GPO) จะทำหน้าที่ในการดีลกับบริษัทยา (Supplier) เพื่อให้ได้มาซึ่งเวชภัณฑ์ที่ราคาเหมาะสมที่สุด จากนั้นจะส่งไปเก็บยังคลังสินค้ากลางเพื่อใช้เป็น buffer และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแต่ละแห่งในพื้นที่เมื่อจำเป็นต้องใช้ - โมเดลที่ 2: เพิ่มศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค (Regional Hub) เพื่อกระจายเวชภัณฑ์ให้โรงพยาบาลในพื้นที่
Model 2: Supplier -> Distributor -> Regional Hub -> Hospital
กรณีนี้ ยาจะถูกส่งจากบริษัทยา ส่งต่อไปยังผู้กระจายสินค้า หรือ ยี่ปั๊ว แล้วส่งไปยัง hub ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บสินค้าชั่วคราวสำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่ - โมเดลที่ 3: ให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก (3PL) ทำหน้าที่เป็น GPO โดยตรง เพื่อรับผิดชอบการจัดซื้อและต่อรองราคา
Model 3: Supplier -> 3PL (as GPO) -> Hospital - โมเดลที่ 4: มีคลังสินค้ากลางและศูนย์กระจายสินค้า (Cross Dock) ในระดับภูมิภาค ซึ่งแตกต่างจาก Regional Hub ตรงที่ไม่มีการเก็บสต๊อกสินค้า
Model 4: Supplier -> Centralized Warehouse -> Regional Cross Dock -> Hospital - โมเดลที่ 5: เป็นการผสมผสานระหว่างโมเดลที่ 2 กับการเพิ่ม GPO เข้ามาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการจัดซื้อ
Model 5: Supplier -> GPO -> Regional Hub -> Hospital - โมเดลที่ 6: ปรับจากโมเดลที่ 4 โดยเปลี่ยนศูนย์กระจายสินค้าเป็น Regional Hub ที่มีสต๊อกสินค้าสำรอง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นแต่อาจมีต้นทุนสินค้าคงคลังสูงขึ้น
Model 6: Supplier -> Centralized Warehouse -> Regional Hub (with stock) -> Hospital - โมเดลที่ 7: ผสมผสานระหว่างคลังสินค้ากลาง ศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค และ GPO เพื่อให้ได้ประโยชน์จากแต่ละองค์ประกอบ
Model 7: Supplier -> GPO -> Centralized Warehouse -> Regional Cross Dock -> Hospital
อย่างในกรณีนี้ Regional Cross Dock อาจหมายถึงบริษัทขนส่งเอกชน ที่พร้อมผ่องถ่ายสินค้าและพร้อมส่งไว เช่น Kerry express หรือ รายอื่นๆ ในไทยในให้บริการ - โมเดลที่ 8: คล้ายกับโมเดลที่ 7 แต่ใช้ Regional Hub แทน Cross Dock ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเพราะมีสต๊อกสินค้าที่พร้อมส่งมอบ
Model 8: Supplier -> GPO -> Centralized Warehouse -> Regional Hub (with stock) -> Hospital
Regional Hub (with stock) อาจคล้ายๆ กับรูปแบบของผู้ให้บริการ logistic ในท้องที่ที่มีบริการดูแลคลังสินค้าให้พร้อมด้วย ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าของจะไม่ขาดคราว - โมเดลที่ 9: เป็นข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญ ที่ให้มีทั้ง Cross Dock และ Regional Hub ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของโรงพยาบาลในเครือ
Model 9 (Expert Suggestion): Supplier -> GPO -> Centralized Warehouse -> Regional Cross Dock -> Hospital -> Regional Hub (with stock) -> Hospital



ผลการศึกษาพบว่า โมเดลที่ 8 ซึ่งประกอบด้วยคลังสินค้ากลางที่บริหารโดย 3PL องค์กรจัดซื้อร่วม (GPO) และศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค (Regional Hub) ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโมเดลที่เหมาะสมที่สุดในบริบทของไทย โดยโมเดลนี้จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองจากการซื้อรวมผ่าน องค์กรจัดซื้อร่วม (GPO) ลดต้นทุนจากการรวมศูนย์ที่คลังกลาง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการที่ผันผวนจากการกระจายสินค้าผ่านศูนย์ภูมิภาค
นอกจากนั้น โมเดลที่ 9 ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยจะคล้ายกับโมเดลที่ 8 แต่เพิ่มความยืดหยุ่นมากขึ้นจากการมีทั้งคลังกระจายสินค้า (Cross Dock) และศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการประยุกต์ใช้โมเดล SPD
การจะประยุกต์ใช้โมเดล SPD ให้ประสบความสำเร็จนั้น โรงพยาบาลจำเป็นต้องเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (3PL) ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการแพทย์และเข้าใจถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อความต้องการที่รวดเร็วและถูกต้อง เพื่อสนับสนุนกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วย
นอกจากนั้น การสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงพยาบาล 3PL และผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ ผ่านการแบ่งปันข้อมูลคาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecast) และสินค้าคงคลัง (Inventory Visibility) แบบเรียลไทม์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนและการบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น
กุญแจสำคัญอีกประการคือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้เกิดความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (Cross-functional Collaboration) ที่จำเป็นต่อความสำเร็จของโมเดล SPD ทั้งนี้ ผู้นำองค์กรต้องสื่อสารถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ป่วย บุคลากร และธุรกิจ พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
สรุป: จากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในธุรกิจโรงพยาบาลของไทย ประกอบกับความคาดหวังด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารซัพพลายเชนจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับโรงพยาบาลที่ต้องการความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน การนำโมเดลการจัดการโลจิสติกส์เชิงบูรณาการอย่าง SPD มาประยุกต์ใช้ โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญอย่าง 3PL และ GPO(องค์กรจัดซื้อร่วม) นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของโรงพยาบาลได้อย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านการเพิ่มความพร้อมของเวชภัณฑ์ในการดูแลรักษา การลดต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในอนาคตครับ
คำถามสำหรับผู้อ่านท้ายบทความ:
- จากประสบการณ์การทำงานในองค์กรของคุณ มีตัวอย่างปัญหาหรือความท้าทายในการบริหารจัดการซัพพลายเชนของโรงพยาบาล หรือไม่ครับ และแนวทางการแก้ไขควรเป็นอย่างไร
- ลองวิเคราะห์ว่า หากองค์กรของคุณต้องการนำโมเดล SPD มาประยุกต์ใช้ จะมีอุปสรรคหรือปัจจัยใดบ้างที่ต้องคำนึงถึง และจะมีแนวทางในการเอาชนะหรือบริหารจัดการกับอุปสรรคเหล่านั้นอย่างไรได้บ้าง
- จากมุมมองของคุณ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ในปัจจุบันและอนาคต จะส่งผลกระทบต่อรูปแบบการจัดการซัพพลายเชนขององค์กรอย่างไรบ้าง
0 Comments