สวัสดีครับ เพื่อนๆ เภสัชกร ผู้แทนยา และผู้บริหารในบริษัทยาทุกท่าน ในฐานะที่ผมเป็นเภสัชกรที่ทำงานในวงการมาอย่างยาวนาน ผมเข้าใจดีว่าพวกเราต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในการทำงาน ทั้งเรื่องเป้าหมายยอดขาย (sales target) แรงกดดันจากคู่แข่ง (competitor pressure) รวมถึงการจัดการกับความเครียดและสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆกัน บางครั้งเราอาจรู้สึกว่ามีพลังงานไม่เพียงพอที่จะรับมือกับทุกเรื่อง แต่วันนี้ผมอยากจะชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน และวิธีสร้างสมดุลให้กับชีวิตของเรา
ความสำคัญของสมดุลกรดด่างในร่างกาย
มีหลายทฤษฏีที่ถูกพยายามนำมาใช้อธิบายถึงความไม่สมดุลของร่างกายนะครับ หลายทฤษฎีมีหลักฐานเชิงวิชาการสนับสนุนเยอะทีเดียว ในขณะที่บางทฤษฎียังไม่ชัดเจนนัก แต่ด้วยความง่ายในการอธิบาย จึงได้รับความนิยมพอสมควร และเรื่องสมดุลกรดด่างก็เป็นอีกเรื่องที่ถูกนำมากล่าวถึงครับ

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ความสมดุลของกรดและด่างในร่างกาย (acid-alkaline balance) มีผลต่อสุขภาพและพลังงานของเรามากแค่ไหน เอาจริงๆ ผมเองไม่ได้มีข้อมูลการวิจัยทางคลินิกถึงผลการศึกษาเชิงลึก หากแต่ได้ติดตามหนังสือที่กล่าวถึงทฤษฎีนี้ครับ ซึ่งเค้ากล่าวว่า เมื่อร่างกายเกิดภาวะความเป็นกรดสูง (acidosis) เซลล์และอวัยวะต่างๆจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน และเจ็บป่วยได้ง่าย ในทางตรงกันข้าม การรักษาสมดุลให้ร่างกายเป็นด่างเล็กน้อย (slightly alkaline) จะช่วยให้ระบบต่างๆทำงานได้อย่างเต็มที่ มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อารมณ์แจ่มใส และพลังงานเต็มเปี่ยม
ปัจจัยหลักที่ทำให้ร่างกายเป็นกรด ได้แก่ อาหารบางประเภท ความเครียด และมลพิษ อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น เนื้อสัตว์ นม ชีส ขนมกรุบกรอบ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เมื่อกินเข้าไปมากๆจะเพิ่มภาระให้ร่างกายต้องทำงานหนักในการรักษาสมดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ความเครียดและอารมณ์ทางลบก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญ เชื่อหรือไม่ว่าความกังวล ความกลัว หรือความโกรธสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (stress hormones) ออกมา ซึ่งจะเพิ่มระดับความเป็นกรดในกระแสเลือด ดังนั้นการจัดการอารมณ์ (emotional management) และวิธีคลายเครียดอย่างเหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลด้วยเช่นกัน

วิธีฟื้นสมดุลในร่างกาย
เมื่อเราเข้าใจถึงสาเหตุแล้ว ก็ถึงเวลามาดูวิธีการปรับสมดุลให้กับร่างกายกันบ้าง หนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดก็คือ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในแต่ละวัน (adequate daily water intake) โดยทั่วไปแล้ว เราควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวเป็นออนซ์ (ปอนด์) นอกจากช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายแล้ว น้ำยังช่วยปรับสมดุลกรดด่างและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังเซลล์ต่างๆอีกด้วย

นอกจากนี้ การดื่มน้ำผักสีเขียวเข้มก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะผักใบเขียวอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง (alkaline minerals) เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งจะช่วยต้านทานกรดส่วนเกินในร่างกายได้ น้ำผักที่แนะนำได้แก่ น้ำข้าวสาลีอ่อน (wheatgrass juice) น้ำใบเคล (kale juice) หรือน้ำปวยเล้ง (spinach juice) หากทานยากในช่วงแรก ให้ค่อยๆปรับโดยผสมกับน้ำผลไม้ก็ได้
ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว สมัยที่เพิ่งเริ่มงานใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์ (product manager) ผมต้องกินอาหารนอกบ้านเป็นประจำเพราะติดประชุมที่โรงแรมบ่อยๆ บวกกับความเครียดจากเป้ายอดขายและการพรีเซนต์งานให้ลูกค้า ทำให้สุขภาพแย่ลงเรื่อยๆ จนวันนึงเกิดอาการปวดท้องอย่างหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล หมออธิบายว่าเกิดจากกรดไหลย้อน เพราะกระเพาะอาหารอ่อนแอ
ผมจึงเริ่มปรับพฤติกรรม ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร และเพิ่มผักใบเขียวในมื้ออาหาร ร่วมกับการฝึกหายใจลึกๆเพื่อผ่อนคลายความเครียดวันละ 5-10 นาที ปรากฏว่าหลังจากปรับตัวแค่ 2-3 สัปดาห์ อาการปวดท้องก็หายไปเกือบหมด แถมยังมีพลังงาน สมาธิ และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก … ตอนนั้นรู้สึกดีกับร่างกายมากครับ (ตอนนี้จะพยายามปรับให้สภาพคือมานะครับ 😅)

ปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพ
การมีสุขภาพและพลังงานที่ดีนั้น นอกจากการทานอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผมขอแนะนำ 4 เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการมีสมดุลร่างกายให้กับเพื่อนๆ ได้แก่
- กินผักผลไม้ให้มากขึ้น เลือกอาหารสด ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือปรุงด้วยไขมันทอด และเสริมด้วยโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วและธัญพืช
- ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ต้องหนักหรือนานมาก แค่วันละ 20-30 นาที อาจเป็นการเดิน วิ่งเบาๆ หรือเล่นโยคะ ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ช่วยกระตุ้นการขับสารพิษและเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์แล้ว
- นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่มีคุณภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเติมพลังงานให้ร่างกาย เราควรนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน และรักษาเวลาเข้านอนให้คงที่ (อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเองทำไม่ค่อยได้เลยครับ อยากนอน แต่พอมีเรื่องงานแล้ววางไม่ได้จริงๆ แต่มาพยายามรักษาวินัยไปด้วยกันนะครับ)
- บริหารความเครียด ฝึกสติ (mindfulness) และเทคนิคผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ (meditation) การหายใจลึก (deep breathing) หรือการเขียนบันทึกความรู้สึก (journaling) เพื่อระบายความเครียดและเติมพลังงานทางบวกให้กับตัวเอง
การสร้างสมดุลเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงานนั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เราต้องศึกษาและฝึกฝน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข้อมูลเหล่านี้ผ่านตามาบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือเราจะนำมาปรับใช้ให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืนได้อย่างไร ผมขอให้ทุกคนลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ เช่น จะดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 8 แก้วทุกวัน หรือจะลองทำสมาธิ 5 นาทีหลังตื่นนอนทุกเช้า แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลาขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อร่างกายและจิตใจของเรามีความสมดุล เราจะมีพลังเหลือเฟือที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายทางธุรกิจ สร้างแรงบันดาลใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า รวมถึงมีความสุขกับการใช้ชีวิตไปพร้อมๆกัน อย่ารอช้าที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะได้เห็นคุณภาพชีวิตและผลงานที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดนะครับ
0 Comments