การจัดการสินค้าคงคลังแบบ Vendor Managed Inventory (VMI) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงในวงการโรงพยาบาลของไทย VMI คือแนวคิดความร่วมมือระหว่างซัพพลายเออร์หรือผู้ขายกับลูกค้า (ในที่นี้คือโรงพยาบาล) โดยผู้ขายจะรับผิดชอบการตัดสินใจเรื่องการเติมสต๊อกสินค้าให้กับโรงพยาบาล จากการเข้าถึงข้อมูลปริมาณความต้องการใช้และระดับสินค้าคงคลังของโรงพยาบาล ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะต้องยินยอมแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้ขายรับรู้ เป้าหมายหลักของ VMI คือการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ลดปัญหาสต๊อกสินค้าขาดแคลน และยกระดับการให้บริการลูกค้า

หลายโรงพยาบาลในไทยต่างให้ความสนใจกับ VMI โดยเฉพาะในส่วนของการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง จัดเก็บไว้นานไม่ได้ และมีความสำคัญต่อการรักษาชีวิตผู้ป่วย นั่นทำให้การวางแผนจัดการสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันทั้งปัญหาสต๊อกขาดมือและปัญหาสต๊อกเกินจำเป็น กลายเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับโรงพยาบาล
การศึกษาการนำระบบ VMI ไปใช้ในโรงพยาบาลของไทย
กรณีศึกษาในไทยชิ้นหนึ่งที่จะขออนุญาตหยิบมาเล่านี้ เป็นงานวิจัยที่ศึกษาถึงการนำ VMI มาปรับใช้กับโรงพยาบาลของไทย (Krichanchai, S., & MacCarthy, B. (2017). The adoption of vendor managed inventory for hospital pharmaceutical supply. The International Journal of Logistics Management, 28, 755-780. )
จากการศึกษาวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้ VMI ในโรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ก็มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อความสำเร็จ เช่น
- ประเภทและขนาดของโรงพยาบาล
- ประเภทของผู้ขาย
- ชนิดและคุณลักษณะของสินค้า
- ระดับการเชื่อมโยงกันในห่วงโซ่อุปทาน


พบว่า VMI ได้ผลดีในระบบที่ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรัฐบาลขนาดใหญ่ (โรงพยาบาล HA) กับบริษัทผู้จัดจำหน่ายยาเอกชนรายใหญ่ (บริษัท D) เพื่อทดลองใช้ VMI ในการบริหารสินค้าคงคลังยาบางรายการที่มียอดสั่งซื้อค่อนข้างสม่ำเสมอ (smooth demand) อย่างไรก็ดี สุดท้ายโครงการนำร่องนี้ต้องยุติลง เนื่องจากโรงพยาบาลรู้สึกว่า การปล่อยให้บริษัทผู้ขายเข้ามาควบคุมสต๊อกยาแทนตนเองนั้นมีความเสี่ยงมากไป โรงพยาบาลต้องการรักษาอำนาจในการควบคุมปริมาณสต๊อกยาไว้เอง เพราะหากสต๊อกขาดมือจะกระทบต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการให้บริการของโรงพยาบาล

นอกจากนี้แล้ว ยังมีประเด็นเชิงธุรกิจที่ทำให้โรงพยาบาลไม่สบายใจกับการพึ่งพิงบริษัทยาเอกชนรายใดรายหนึ่งมากเกินไป ตลาดยาในไทยมีการแข่งขันกันสูง มียาหลากหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่มาจากต่างแบรนด์และต่างบริษัท ทำให้อำนาจต่อรองในการเลือกซื้อมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมต้นทุนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลจึงไม่อยากผูกมัดหรือพึ่งพิงกับบริษัทยาเอกชนใดเป็นพิเศษ เพื่อรักษาความสามารถในการเลือกสรรแบรนด์ที่มีคุณภาพดีราคาแข่งขันกว่ามาใช้

ในทางตรงกันข้าม อีกกรณีศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นความสำเร็จของการใช้ VMI ภายใต้โครงการความร่วมมือของภาครัฐ โดยวัตถุประสงค์หลักคือ การเพิ่มการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวีที่จำเป็นให้ครอบคลุมผู้ป่วยได้มากขึ้น ผู้ผลิตยาเป็นหน่วยงานของรัฐ (ผู้ผลิต M) ได้ทำความตกลงกับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง (HA, HB, HC) ในการนำระบบ VMI เข้ามาบริหารสต๊อกยาต้านไวรัสเอชไอวี เพื่อให้ผู้ป่วยทุกรายที่ลงทะเบียนในโครงการได้รับยาอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งในการจัดซื้อยาและในการพัฒนาระบบ IT ที่จำเป็นสำหรับการใช้ VMI ทำให้โรงพยาบาลไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ผู้ผลิตยาก็ได้รับงบประมาณช่วยเหลือในการบริหารจัดการ ส่วนข้อมูลที่แลกเปลี่ยนระหว่างผู้ผลิตกับโรงพยาบาลก็มีเพียงแค่จำนวนผู้ป่วยที่ลงทะเบียนในโครงการ ไม่มีข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยที่อาจเป็นความลับทางการแพทย์ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ในโครงการเป็นสินค้าที่มีอุปสงค์ค่อนข้างคงที่ คาดการณ์ได้ง่าย เหมาะแก่การใช้ VMI

จะเห็นได้ว่า รูปแบบความร่วมมือที่เป็นโครงการสาธารณะ มีเป้าหมายเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้โรงพยาบาลรู้สึกมีความเสี่ยงน้อยกว่าการร่วมมือกับบริษัทเอกชน เพราะปราศจากความกังวลในเชิงการค้าและการแข่งขัน ผู้ขายเองก็มุ่งเป้าหมายในมิติสุขภาพ ไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรเหนือสิ่งอื่นใด ทำให้มีความจริงใจและไว้วางใจกันได้ง่ายขึ้น ไม่มีใครรู้สึกถูกเอาเปรียบ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการ VMI ในลักษณะนี้เกิดความยั่งยืนได้

การตีความ
แม้จะยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนว่า VMI เหมาะกับสินค้าประเภทใดในโรงพยาบาลมากที่สุด แต่จากกรณีศึกษา เราพอจะอนุมานได้ว่า สินค้าที่มีอุปสงค์ผันผวนน้อย อย่างเช่น ยาสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต น่าจะเข้าข่ายสินค้าที่เหมาะกับ VMI เพราะสามารถคาดการณ์ปริมาณการใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้ ไม่ค่อยมีความผันผวน ทำให้ผู้ขายสามารถบริหารจัดการได้ง่าย ลดโอกาสเกิดสินค้าขาดมือ ในขณะที่ยารักษาโรคทั่วไปที่อุปสงค์ผันแปรมาก โรงพยาบาลอาจยังไม่มั่นใจที่จะให้ผู้ขายเป็นผู้ควบคุมสต๊อก

ข้อสรุปจากงานวิจัย

สรุปได้ว่า แนวคิด VMI มีประโยชน์มากในการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งเป็นประเด็นปวดหัวของหลายโรงพยาบาล แต่การนำ VMI มาปรับใช้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพิจารณาถึงบริบทแวดล้อมและตัวแปรที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งตัวโรงพยาบาลเอง ตัวผู้ขาย และลักษณะของผลิตภัณฑ์ และต้องมีการวางแผนการบูรณาการข้อมูลและระบบที่ดี ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์อันดีและความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจะเป็นกุญแจสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้ายาและเวชภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของผู้ป่วย ทำให้โรงพยาบาลมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องพิจารณาประเด็นด้านการตลาดและการแข่งขัน โรงพยาบาลส่วนใหญ่อาจยังไม่พร้อมที่จะผูกมัดกับผู้ขายรายใดรายหนึ่ง
สิ่งที่ควรศึกษาเพิ่มเติมคือ การพัฒนาเกณฑ์ชี้วัดในการเลือกประเภทสินค้าที่เหมาะสมกับ VMI การแบ่งปันข้อมูลด้านอุปสงค์และสินค้าคงคลังอย่างโปร่งใสด้วยระบบ IT ที่ดี การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริการที่เป็นเลิศ และการกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้ขายที่ชัดเจน ซึ่งหากทำได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับโรงพยาบาลในการนำ VMI มาใช้มากขึ้น

ในอนาคต หากมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นว่า การนำ VMI ไปใช้กับยาหรือเวชภัณฑ์ประเภทใดในโรงพยาบาลจะได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด เชื่อว่า VMI จะกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าในโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศต่อไป
ประเด็นให้ผู้อ่านได้ขบคิด:
- ถ้าคุณเป็นผู้บริหารโรงพยาบาล คุณคิดว่ายาหรือเวชภัณฑ์ประเภทใดในโรงพยาบาลของคุณน่าจะเหมาะสมกับการทดลองใช้ระบบ VMI มากที่สุด เพราะเหตุใด
- หากคุณต้องการนำ VMI มาใช้ในโรงพยาบาล คุณคิดว่าปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยให้โครงการ VMI ของคุณประสบความสำเร็จและยั่งยืน
- สมมติว่าคุณเป็นผู้แทนจากภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องนโยบายสาธารณสุข คุณคิดว่าควรส่งเสริมการนำ VMI มาใช้ในโรงพยาบาลของไทยมากขึ้นหรือไม่ ถ้าใช่ควรเลือกผลิตภัณฑ์สุขภาพชนิดใด และควรเริ่มในโครงการแบบใด และเพราะอะไร
0 Comments