ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว วงการสุขภาพก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงและจะส่งผลกระทบในวงการสุขภาพ คือการใช้ APIs (Application Programming Interfaces) เพื่อบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูลด้านสุขภาพจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล บริษัทประกัน หรือแอปพลิเคชันต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ความหมายของ API
API คือชุดของกฎเกณฑ์และโปรโตคอลที่ออกแบบมาเพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันสามารถสื่อสารกันและกันได้ ด้วย API, โปรแกรมหนึ่งสามารถใช้ฟังก์ชันหรือข้อมูลจากโปรแกรมอื่นโดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นมาเองทั้งหมด ทำให้ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก
วิธีการทำงานของ API
เมื่อแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานต้องการข้อมูลหรือบริการจากโปรแกรมอื่น แอปพลิเคชันนั้นจะส่งคำขอไปยัง API ของโปรแกรมนั้นๆ ซึ่งจะประมวลผลคำขอและส่งผลลัพธ์กลับมา วิธีนี้ทำให้แอปพลิเคชันสามารถเข้าถึงฟังก์ชันหรือข้อมูลที่จำเป็นโดยไม่ต้องมีการจัดการหรือเชื่อมต่อกันโดยตรงกับฐานข้อมูลหรือระบบภายในของโปรแกรมนั้นๆ (ยกตัวอย่างเช่น การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงฐานข้อมูลสุขภาพของตนเอง ซึ่งฐานข้อมูลนี้อาจอยู่ที่ server กลาง หรือ server ของโรงพยาบาลก็ได้)

ประโยชน์ของ API ในอุตสาหกรรมสุขภาพ
ในอุตสาหกรรมสุขภาพ, API มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น การเชื่อมต่อระบบการจัดการผู้ป่วยของโรงพยาบาลกับแอปพลิเคชันการนัดหมายออนไลน์ หรือการเชื่อมต่อฐานข้อมูลยากับระบบตรวจสอบยาเพื่อป้องกันการใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปฏิกิริยาต่อเนื่องที่ไม่พึงประสงค์
ตัวอย่างการใช้งาน API
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ API ในสาขาการแพทย์คือการส่งผลลัพธ์การตรวจทางห้องปฏิบัติการไปยังระบบการจัดการข้อมูลผู้ป่วยอย่างอัตโนมัติ เช่น การตรวจสอบผลลัพธ์การทดสอบความดันโลหิตสูงที่ส่งตรงไปยังแพทย์ผู้ดูแล เพื่อให้การตัดสินใจในการรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ผลกระทบต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
API ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้สะดวกสบายมากขึ้น เช่น การใช้แอปพลิเคชันสุขภาพที่สามารถติดตามสถานะการรักษาและความก้าวหน้าของโรคได้โดยอัตโนมัติ
การเปิด APIs ให้นักพัฒนาภายนอกสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลได้ จะช่วยกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพ (Healthcare) เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วย (Patient) และผู้ให้บริการ (Healthcare Provider) ได้ดียิ่งขึ้น Open APIs จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ (Strategy) สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพลิกโฉมอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตครับ

ทำไม APIs ถึงสำคัญ?
ที่ผ่านมาการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพเป็นไปได้อย่างจำกัด เพราะระบบต่างๆ ต่างทำงานแยกจากกัน ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพการรักษาหรือคิดค้นนวัตกรรมทำได้ยาก แต่ด้วยเทคโนโลยี APIs ที่ช่วยให้ระบบที่หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างอัตโนมัติ ข้อจำกัดเดิมๆ จึงหมดไป
การเปิด APIs ให้เข้าถึงได้อย่างเสรี จะยิ่งเพิ่มพลังให้เกิดการต่อยอด เพราะนักพัฒนาแอปพลิเคชันภายนอกสามารถนำข้อมูลสุขภาพไปใช้สร้างบริการ บนแพลตฟอร์ม (Platform) ใหม่ๆ ได้ไม่รู้จบ ตัวอย่างเช่น แอปที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของตนเองผ่านมือถือ แอปที่ช่วยแพทย์ติดตามอาการผู้ป่วยทางไกล หรือระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพประชากรเพื่อคาดการณ์การระบาดของโรค
กระแสการเปิด APIs ในต่างประเทศ
ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลได้ออกกฎหมาย 21st Century Cures Act เมื่อปี 2016 ที่กำหนดให้สถานพยาบาล ผู้ให้ประกันสุขภาพ และผู้ให้บริการเทคโนโลยีสุขภาพต้องมี APIs ตามมาตรฐาน FHIR (Fast Healthcare Interoperability Resources) เพื่ออำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สะดวกและปลอดภัย หน่วยงานกำกับอย่าง The Office of the National Coordinator for Health Information Technology (ONC) และ Centers for Medicare & Medicaid Services (CMS) ก็ได้กำหนดกรอบเวลาให้องค์กรต่างๆ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจโดนปรับ

กฎหมายนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการผลักดันการแบ่งปันข้อมูลในวงการสุขภาพ เพื่อลดอุปสรรค เพิ่มการแข่งขัน และเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย กฎหมายลักษณะนี้กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ Open APIs ในด้านสุขภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด
FHIR กลายมาเป็นมาตรฐานการส่งต่อข้อมูลสุขภาพในตอนนี้
FHIR (Fast Healthcare Interoperability Resources) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการทำงานร่วมกันของข้อมูลสุขภาพในระดับสากล ถูกพัฒนาขึ้นโดย HL7 International ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนามาตรฐานข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพ มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบบต่างๆ สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบในโรงพยาบาล คลินิก หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์พกพา
ทำไม FHIR ถึงสำคัญ?
ในโลกที่ข้อมูลด้านสุขภาพมีอยู่ทุกที่ตั้งแต่ร้านขายยาไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ (wearable devices) ความสามารถในการเชื่อมต่อและดูข้อมูลเหล่านี้ในที่เดียวกันแบบเรียลไทม์นั้นมีความสำคัญมาก FHIR ช่วยให้มั่นใจว่าข้อมูลสามารถถูกเข้าถึงและใช้งานได้อย่างถูกต้องตามความต้องการของผู้ให้บริการด้านสุขภาพและผู้รับบริการ
โครงสร้างหลักของ FHIR
FHIR ประกอบด้วย “ทรัพยากร” (Resources) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลที่มีการกำหนดอย่างชัดเจน เช่น ข้อมูลผู้ป่วย (Patient), การใช้ยา (Medication), หรือเอกสารต่างๆ (Documents) แต่ละทรัพยากรนี้ประกอบด้วยข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดความหมายและตำแหน่งที่ชัดเจนบนเซิร์ฟเวอร์
นอกจากนี้ FHIR ยังมี “โปรไฟล์” (Profiles) ซึ่งเป็นการตั้งค่าเฉพาะที่ใช้กำหนดโมเดลข้อมูลคลินิกสำหรับการใช้งานเฉพาะ เช่น สำหรับการจัดการข้อมูลผ่าตัด (Procedure) โปรไฟล์เหล่านี้รวมทั้งกฎเกณฑ์และความสัมพันธ์ที่จำเป็นต้องมี ชุดค่าข้อมูล (value sets), และการขยาย (Extensions) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยให้สามารถปรับแต่งทรัพยากรให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะของการใช้งาน
การใช้งาน FHIR ในการสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก
หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของ FHIR คือความสามารถในการทำงานร่วมกับ API แบบ REST (Representational State Transfer), ซึ่งเป็นมาตรฐานในการสร้างและใช้งานเว็บเซอร์วิส (การใช้งานผ่านเวป) ด้วย FHIR, แอพพลิเคชันด้านสุขภาพสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพผ่านอินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างการใช้งาน FHIR
ในการแสดงถึงความสำคัญของ FHIR, เราสามารถดูตัวอย่างเช่นการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขหลายอย่างในคลินิกเฉพาะทาง ด้วย FHIR, ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกเข้าถึงและแชร์ระหว่างแพทย์, พยาบาล, และบุคลากรสุขภาพอื่นๆ ได้อย่างไม่มีปัญหาเลย
ผู้นำในการปลดล็อกข้อมูล
หนึ่งในผู้เล่นหลักที่กำลังขับเคลื่อนการเปิดให้เกิดการเชื่อมต่อ APIs คือผู้พัฒนาระบบ EHR (Electronic Health Records) เนื่องจากเดิมแล้ว บริษัทเหล่านี้จะมีฐานข้อมูลสุขภาพมหาศาล การเปิด API จึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้ระบบ EHR ของพวกเขามากได้ขึ้น
ตัวอย่างเช่น Epic Systems ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EHR ในสหรัฐ ได้สร้าง App Orchard ซึ่งเป็น App Store สำหรับแอปที่ใช้งานร่วมกับระบบของ Epic ได้ นักพัฒนาสามารถดึงข้อมูลจากโรงพยาบาลนับพันแห่งที่ใช้ Epic ผ่าน APIs เพื่อนำไปสร้างแอปได้อย่างอิสระ ตอนนี้มีแอปกว่า 500 รายการใน App Orchard ซึ่งถูกพัฒนาโดยสตาร์ทอัพ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ และแม้แต่ทีมในโรงพยาบาลเอง
Cerner อีกหนึ่งผู้นำในตลาด EHR ก็เปิด APIs ให้นักพัฒนาภายนอกมาตั้งแต่ 2006 และมีแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Code ที่รวบรวมทรัพยากรสำหรับการสร้างแอปเพื่อใช้ในระบบนิเวศของ Cerner อีกทั้งยังร่วมมือกับ Apple ในการทำให้ผู้ใช้ iPhone สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพบนแอป Health ได้
บริษัทประกันและรัฐบาลก็เริ่มเอาด้วย
แม้จะช้ากว่าโรงพยาบาล แต่ธุรกิจประกันและหน่วยงานภาครัฐเริ่มตื่นตัวกับกระแส API เช่นกัน
CMS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บริหารประกันสุขภาพของรัฐบาลกลาง ได้เปิดตัวโครงการ Blue Button 2.0 ให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในความคุ้มครองกว่า 50 ล้านคน สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองผ่าน APIs โดยมีแอปจากนักพัฒนาภายนอกมาช่วยจัดระเบียบ วิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลสุขภาพในรูปแบบที่เข้าใจง่าย นับเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนจัดการสุขภาพตนเองได้ดีขึ้น
ด้านบริษัทประกันเอกชน ก็มีการเคลื่อนไหวเช่นกัน United Healthcare ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด ได้เปิด APIs ให้สตาร์ทอัพเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของลูกค้าเพื่อพัฒนาแอปใหม่ๆ ที่ช่วยในการดูแลสุขภาพหรือลดต้นทุนการรักษา เช่น ระบบแนะนำหมอหรือคลินิกคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
โอกาสและความท้าทาย
การเปิดข้อมูลด้วย API ถือเป็นความหวังใหม่ที่จะช่วยให้เกิดบริการสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีข้อกังวลหลายประการ เช่น
- ความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือใช้ข้อมูลในทางที่ผิด โดยเฉพาะข้อมูลอ่อนไหวด้านสุขภาพ
- ความน่าเชื่อถือของแอป: ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแอปที่เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย เพื่อไม่ให้เกิดการหลอกลวงหรือละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล
- ความพร้อมของระบบ: การแลกเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลอาจกระทบประสิทธิภาพระบบ ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้พร้อม
- ขาดกำลังคนและความรู้: การขับเคลื่อนงานด้าน API ต้องการนักพัฒนาที่เข้าใจเรื่องระบบข้อมูลสุขภาพซึ่งหายาก รวมถึงบุคลากรการแพทย์ที่ยังขาดความเข้าใจด้านเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายและการผลักดันจากผู้เล่นรายใหญ่ ก็จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค API เป็นไปอย่างเร็วขึ้น ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นตามมาก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรต่างๆ หันมาใช้ API มากขึ้น
ทิศทางในบ้านเรา
สำหรับเมืองไทย กระแสการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ
เช่น ในโรงเรียนแพทย์ใหญ่ๆ มีการพัฒนา FHIR APIs เชื่อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโรงพยาบาลอื่นๆ ก่อนจะขยายไปสู่แอปบนมือถือให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลตนเอง
ขณะที่ สปสช. ก็กำลังผลักดันการใช้ APIs เพื่อให้แอปเข้าถึงข้อมูลสำคัญของผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการของประชาชน
หรือแม้แต่สำนักงานข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) ได้พัฒนาระบบ Healthlink ที่จะช่วยในเรื่องการส่งต่อข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาลเข้าด้วยกัน
สิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเปิดกว้างและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพในประเทศไทยต่อไปในอนาคต เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ
บทส่งท้าย
การปฏิวัติข้อมูลด้วยการเปิดให้เกิดการเชื่อมต่อ APIs กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการดูแลสุขภาพไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการปลดล็อกข้อมูลสุขภาพที่กระจัดกระจายให้สามารถไหลเวียนและเอื้อประโยชน์ได้อย่างเสรี ทั้งในมือของผู้ป่วย บุคลากรการแพทย์ นักพัฒนา และนวัตกร
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความโปร่งใสให้ผู้ป่วยอำนาจในจัดการสุขภาพตัวเองมากขึ้น การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ การลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ

สิ่งที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม คือการออกกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อการเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูล การลงทุนของภาครัฐและเอกชนในการวางโครงสร้างพื้นฐานและระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงความตื่นตัวของประชาชนในการเรียกร้องสิทธิในข้อมูลสุขภาพของตน
ยุคสมัยที่ข้อมูลคือทุกสิ่ง การเปิดกว้างและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่อนาคตของการดูแลสุขภาพที่ดีกว่า ทั้งในระดับบุคคล ระบบ และประเทศชาติ
คำถามชวนคิด:
- หากคุณเป็นผู้บริหารโรงพยาบาล คุณจะมีกลยุทธ์อย่างไรในการนำ APIs มาใช้เพื่อยกระดับการให้บริการ?
- ในฐานะผู้ป่วย คุณอยากเห็นแอปพลิเคชันแบบใดที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพของคุณเพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลรักษา?
- หากคุณเป็นนักพัฒนา คุณจะสร้างนวัตกรรมอะไรที่ใช้ Open APIs มาช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขในสังคมไทย?
0 Comments