การประยุกต์ใช้ Territory Management และ Data Analysis สำหรับผู้แทนยาและผู้บริหาร

by | 18 Apr 2024

สวัสดีครับ พี่น้องชาวผู้แทนยา ผู้บริหารและทีมขายโรงพยาบาล/ร้านขายยาทุกท่านครับ ในฐานะที่ผมเป็นนักอบรมในวงการยามาให้กับหลายทีม วันนี้ผมอยากจะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับด้านการบริหารจัดการบ้าง โดยการนำเอา Territory Management และ Data Analysis มาปรับใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ขายยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าสำคัญของเรา ซึ่งก็คือ คุณหมอ และเภสัชกรตามโรงพยาบาลต่างๆ นั่นเองครับ

ไม่ใช่รูปผมนะครับ แต่ใช้ดูแทนไปก่อนนะครับ (😁)

Territory Management คืออะไร และจะมาช่วยพวกเราได้อย่างไร

Territory Management หรือการบริหารจัดการเขตพื้นที่การขาย เล่าตรงๆ คือ การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามคุณลักษณะต่างๆ เช่น การแบ่งตามศักยภาพในการจ่ายยา (Prescribing Potential) การเข้าถึงผู้ป่วย (Patient Flow) ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และโรงพยาบาล (Physician-Hospital Affiliation) เป็นต้นครับ

จากนั้นเราจะแบ่งความรับผิดชอบตามกลุ่มลูกค้าให้กับทีมขายแต่ละคน พร้อมกำหนดเป้าหมายยอดขายหรือการจ่ายยา (Prescription Target) แล้วต่อด้วยการออกแบบแผนงานส่งเสริมการขาย และกลยุทธ์การสื่อสารที่เหมาะสมกับลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ

การแบ่งพื้นที่แบบนี้จะช่วยให้พวกเราสามารถ:

  • มุ่งเน้นลงทุนเวลาและความพยายามไปที่กลุ่มลูกค้าหลักที่สร้างรายได้ส่วนใหญ่
  • ปรับข้อมูลและสารการขายให้ตรงกับความสนใจของแพทย์แต่ละกลุ่ม
  • สร้างแผนพัฒนาความสัมพันธ์และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
  • ติดตามและวัดผลความคืบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแบ่งกลุ่มแพทย์และโรงพยาบาลแบบ ABCX

หนึ่งในเทคนิคยอดนิยมในการจัดกลุ่มลูกค้าของเรา ก็คือการแบ่งตามศักยภาพทางการตลาดและความสำคัญเชิงกลยุทธ์ หรือที่เรียกว่า ABCX Segmentation โดยแบ่งออกเป็น

  • กลุ่ม A (A-Class): โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leaders) แพทย์ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลสูง ผู้ที่สามารถสร้างกระแสนิยมในการใช้ยาของเราได้ ควรดูแลอย่างใกล้ชิด
  • กลุ่ม B (B-Class): โรงพยาบาลขนาดกลางที่มีศักยภาพในการเติบโต แพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialists) มีผู้ป่วยจำนวนมาก มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการจ่ายยาได้อีก
  • กลุ่ม C (C-Class): โรงพยาบาลชุมชนและคลินิกทั่วไป แพทย์ GP ที่ดูแลผู้ป่วยทั่วไป มียอดจ่ายยาปานกลาง แต่มีจำนวนมาก ต้องการการบริหารจัดการแบบกลุ่ม
  • กลุ่ม X (X-Class): โรงพยาบาลหรือคลินิกที่เพิ่งเปิดใหม่ แพทย์ที่เพิ่งจบมาหรือย้ายเข้ามาในพื้นที่ ศักยภาพยังไม่ชัดเจน ต้องการการสร้างความสัมพันธ์เชิงรุก

ปรับกลยุทธ์การขายและแผนงานตามแต่ละกลุ่ม

เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าได้แล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการปรับแผนงานและกลยุทธ์การขายให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น (เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ซึ่งขอให้ดูแนวทางตามความเหมาะสมตาม code of conduct ด้วยนะครับ)

  • กลุ่ม A: เน้นสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว มอบข้อมูลวิชาการที่เป็นประโยชน์ การเชื้อเชิญให้อาจารย์หมอเข้าร่วมกิจกรรม Advisory Board จัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเชิญร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
  • กลุ่ม B: นำเสนอแผนส่งเสริมการขายระยะยาวเพื่อผลักดันให้มีการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ การสนับสนุนกิจกรรมวิชาการในเรื่องนั้นๆ รวมทั้งการที่ผู้แทนยาเข้าให้ข้อมูลคุณสมบัติของยาอย่างสม่ำเสมอ
  • กลุ่ม C: จัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับโรงพยาบาล คลินิก หรือร้านยา (ต้องพิจารณาตาม code of conduct ด้วยนะครับ) เน้นนำเสนอถึงความคุ้มค่าและความสะดวกในการสั่งซื้อ จัดอบรมให้ความรู้แก่เภสัชกรเป็นระยะ การส่งเอกสารการนำเสนอแนะนำข้อมูลยาสม่ำเสมอ
  • กลุ่ม X: สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์และผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางต่างๆ จัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษ (สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยานะครับ) สำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก ให้ทดลองชิ้นตัวอย่าง และเก็บข้อมูลเพื่อประเมินศักยภาพในระยะยาว

Data Analysis ช่วยให้การวัดผลเป็นเรื่องง่าย

ในยุคปัจจุบัน พวกเรามีข้อมูลมหาศาลจากแหล่งต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลยอดขายและยอดจ่ายยา ข้อมูลคู่แข่งและส่วนแบ่งตลาด จากบริษัทวิจัยการตลาด ฯลฯ

เราสามารถใช้ Data Analysis หรือการวิเคราะห์ข้อมูล มาช่วยหาคำตอบสำคัญๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้ครับ เช่น

  • ในแต่ละพื้นที่ แพทย์กลุ่มใดมียอดจ่ายยาสูงสุด มีพฤติกรรมการสั่งจ่ายยาอย่างไร กลยุทธ์การดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ควรเป็นแบบใด
  • โรงพยาบาลใดมีสัดส่วนการใช้ยาของเราสูงที่สุด (Share of Wallet) เรามีโอกาสในการขยายมูลค่าในแต่ละโรงพยาบาลอีกเท่าไหร่
  • คู่แข่งรายใดมีอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าเรา เขามีกลยุทธ์อะไรที่เราควรเรียนรู้หรือปรับตัว

โดยอาจจะเริ่มต้นจากการ วิเคราะห์ยอดขายตามมิติต่างๆ เช่น แยกตามพื้นที่ ตามแพทย์ ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตามช่วงเวลา ฯลฯ เพื่อมองหาแพทเทิร์นหรือความผิดปกติที่น่าสนใจ จากนั้นจึงลงลึกไปในรายละเอียดว่ามีปัจจัยใดที่ส่งผลต่อตัวเลขเหล่านั้น

ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์จะทำให้เราปรับกลยุทธ์และวางแผนงานในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น สามารถจัดสรรทรัพยากรไปยังจุดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เลือกใช้เครื่องมือการสื่อสารที่เหมาะสม และคาดการณ์ผลงานล่วงหน้าได้แม่นยำมากขึ้นครับ

สรุป

สำหรับผมแล้ว การนำ Territory Management และ Data Analysis มาประยุกต์ใช้ในงานขายถือเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญครับ เพราะมันจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นไปที่สิ่งสำคัญจริงๆ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ทีมขายที่เข้มแข็ง ที่เข้าใจเป้าหมายตรงกัน ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ที่ทุกคนมีวินัยในการบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ที่ระบุหน้าที่รับผิดชอบและตัวชี้วัดความสำเร็จไว้อย่างครบถ้วน

เมื่อเราผสานทุกอย่างนี้เข้าด้วยกัน ผมเชื่อมั่นว่า Territory Management และ Data Analysis จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างงดงาม สร้างความเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทเรา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไปพร้อมๆ กันครับ

ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และ มุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่งในใจของคุณหมอและเภสัชกรทุกท่านครับ

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน