ในฐานะเภสัชกรคนหนึ่ง ผมได้เห็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ ตั้งแต่ยุคแรกๆ ของอินเทอร์เน็ต (Digital 1.0) ที่เริ่มมีการใช้อีเมลและเว็บไซต์ในการทำกิจกรรมออนไลน์ ผ่านมาสู่ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Digital 2.0) ที่ผู้คนเริ่มสร้างเครือข่ายออนไลน์เพื่อการสื่อสาร จนถึงยุคที่ข้อมูล (Big Data) และแอปพลิเคชัน (Application) บนสมาร์ทโฟนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน (Digital 3.0) และล่าสุดกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีจะฉลาดและสามารถสื่อสารกันเองได้มากขึ้น (Digital 4.0)

แต่ก่อนจะพูดถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปฏิรูประบบสุขภาพของเรา ขอย้อนกลับไปดูที่ระบบการแพทย์แบบดั้งเดิมของไทยกันก่อน ปัจจุบันเรามี 6 เสาหลักในระบบสุขภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย:
6 เสาหลักในระบบสุขภาพ
- แพทย์และแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งมาจาก 25 มหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำ
- แพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กว่า 900 โรงพยาบาล โดยมากอยู่ในต่างจังหวัด
- แพทย์รัฐอื่นๆ ในสังกัดตำรวจ ทหาร กทม. อีกกว่า 100 แห่ง
- แพทย์เอกชนในโรงพยาบาลกว่า 300 แห่ง และคลินิก และในคลินิกกว่าอีก 3000 แห่ง
- หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลระบบสาธารณสุข และเกี่ยวข้องไม่น้อยกับระบบสาธารณสุขอย่าง รัฐสภา ศาล หน่วยงานประกันสุขภาพ ฯลฯ
- หน่วยงานภาคเอกชนอย่างสภาวิชาชีพ บริษัทยา องค์กรผู้บริโภค และภาคประชาชน
ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำงานร่วมกันเพื่อดูแลประชากรไทยกว่า 65 ล้านคน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในปัจจุบัน
ระบบบริการสุขภาพของไทยแบ่งออกเป็นหลายระดับดังนี้:
- ระดับปฐมภูมิ ได้แก่ รพ.สต., คลินิก, ร้านยา ที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และดูแลอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น
- ระดับทุติยภูมิ ได้แก่ รพ.ชุมชน ซึ่งเป็นด่านแรกในการคัดกรอง วินิจฉัย รักษาโรคที่ซับซ้อนขึ้น
- ระดับตติยภูมิ ได้แก่ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ที่รักษาโรคเฉพาะทางหรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
- ศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Center) สำหรับโรคเฉพาะทางที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง
โดยในปี 2561 เรามีโรงพยาบาลในระดับต่างๆ ดังนี้ 34 รพ.ศูนย์, 82 รพท., 781 รพช., 9,761 รพ.สต. และระบบ อสม. กว่า 1 ล้านคนในระดับชุมชน
เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาปฏิรูปการให้บริการสุขภาพในหลายด้าน เช่น:
- Telemedicine ที่ช่วยให้เภสัชกรสามารถให้คำปรึกษาและติดตามการใช้ยาของผู้ป่วยแบบทางไกลผ่านการโทรหรือวิดีโอคอลได้
- ระบบจัดส่งยาถึงบ้าน (Drug Delivery) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยในการรับยา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเดินทางมายังร้านยา
- ระบบสั่งยาออนไลน์ (e-Prescription) ช่วยลดความผิดพลาดในการอ่านลายมือแพทย์ และอำนวยความสะดวกในการส่งต่อใบสั่งยาระหว่างสถานพยาบาล
- ระบบบริหารจัดการคลังยาอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT และ Big Data ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและวางแผนสินค้าคงคลัง
- AI มีบทบาทในการช่วยตรวจสอบอันตรกิริยาระหว่างยา และคัดกรองความเสี่ยงของผู้ป่วยจากประวัติการใช้ยาได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยอุดช่องว่างในเรื่องความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากคน

ล่าสุด มีการพัฒนา Service Model ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์และการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย อาทิ:
- Health ID Solutions ที่ใช้ระบบ Digital ID ในการระบุตัวตนผู้ป่วยและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระบบต่างๆ
- AI & Robot ที่ใช้ในการคัดกรองอาการ จัดคิวอัจฉริยะ และวิเคราะห์ผลตรวจทางรังสีต่างๆ
- Telemedicine & Drug Delivery ที่ผสานเข้ากับระบบการดูแลสุขภาพทางไกลแบบครบวงจร
- AI ที่ใช้ในการวิเคราะห์ฐานข้อมูลผู้ป่วยขนาดใหญ่เพื่อสกัดองค์ความรู้และคาดการณ์แนวโน้มทางสุขภาพ
อย่างไรก็ดี ในการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนงานเภสัชกรรมนั้น จำเป็นต้องสร้างระบบข้อมูลมาตรฐาน เพื่อให้สถานพยาบาลแต่ละแห่งสามารถเชื่อมโยงกันได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ นำข้อมูลที่เก็บไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยดังนี้:
ประเด็นพิจารณาในการพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับงานเภสัชกรรม
- ควรมีมาตรฐานข้อมูลยากำกับ เช่น TMTL (Thai Medicines Terminology List), TMT (Thai Medical Terms) เพื่อให้ระบบต่างๆ สามารถสื่อสาร เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างไร้รอยต่อ , ระบบรหัสยามาตรฐาน 24 หลัก
- การเชื่อมต่อและแชร์ข้อมูลสุขภาพระหว่างระบบ HIS ของโรงพยาบาล ร้านยา และสถานพยาบาลอื่นๆ ผ่านเทคโนโลยี HIE (Health Information Exchange)
- แพลตฟอร์มบริการทางเภสัชกรรมแบบครบวงจรบนมือถือ หรือ mHealth (Mobile Health) ที่เชื่อมต่อกับระบบ HIS และฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยได้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก
- ระบบติดตามเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยา (ADR Monitoring) ที่เชื่อมโยงและประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์จากทุกสถานพยาบาล
- การประยุกต์ใช้ Machine Learning ในการพัฒนาระบบให้คำแนะนำทางเภสัชกรรมที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของเภสัชกรได้อย่างชาญฉลาด
- การพัฒนา Competency ด้านดิจิทัลของเภสัชกรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ผ่านหลักสูตรอบรมด้าน Digital Health, Health Informatics และ Data Analytics เป็นต้น

เมื่อพูดถึงการทำให้ระบบต่างๆ เชื่อมโยงกันได้ มาตรฐานข้อมูลสุขภาพก็ถือเป็นรากฐานสำคัญ
มาตรฐานข้อมูลสุขภาพที่สำคัญเพื่อการเชื่อมต่อ
- รหัสประจำตัวประชาชน (Citizen ID) และรหัสสถานพยาบาล (Health Facility ID) เพื่อระบุตัวตนของผู้รับบริการและผู้ให้บริการในระบบ
- รหัสมาตรฐาน ICD-10, DRG, LOINC, SNOMED-CT ที่ใช้ในการจัดประเภทโรค บริการทางการแพทย์ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- เอกสารการส่งต่อผู้ป่วย (Referral Docs) และแคตตาล็อกรายการยาของประเทศ (National Product Catalogue)
ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำงานผ่านชั้นการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน (Interoperability Layer) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานสากลอย่าง HL7 FHIR (จำคำนี้ไว้ก่อนนะครับ น่าจะได้กล่าวถึงในบทความต่อๆ ไป) โดยเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ อย่าง EMR (Electronic Medical Record หรือ ระบบเวชระเบียนอิเล็คทรอนิกส์) , ระบบโรงพยาบาล, ระบบประกัน, mHealth, ระบบซัพพลายเชน และ HMIS
นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมโยงที่แท้จริงยังต้องคำนึงถึงหลักการทำงานร่วมกันได้ในทุกระดับ ทั้ง Process, Semantic, Syntactic, Structure และ Technical Interoperability โดยอิงตามกรอบการทำงานร่วมกันที่เป็นมาตรฐานสากล
บทสรุป
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในยุค Digital Disruption นี้ วิชาชีพเภสัชกรรมกำลังเผชิญกับโอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการปฏิรูประบบบริการทางยาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งในแง่ของการสร้างนวัตกรรม เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของระบบ และพัฒนาสมรรถนะของผู้ประกอบวิชาชีพ
ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการนำศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบยาของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลด้านจริยธรรมและความปลอดภัยที่เหมาะสม และการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบสุขภาพดิจิทัลอย่างยั่งยืนในอนาคต
ดังนั้น เภสัชกรยุคใหม่จึงจำเป็นต้องเปิดใจเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และคงไว้ซึ่งคุณค่าหลักของวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและเอาใจใส่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระบบยาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Pharmacy) กับการคงไว้ซึ่งปฏิสัมพันธ์อันทรงคุณค่าระหว่างเภสัชกรกับผู้ป่วยครับ
ของแถม – Mind Mapping สรุปบทความ

0 Comments