ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทย (updated ณ 2567)

by | 19 Apr 2024

การจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ในประเทศไทย เป็นกระบวนการสำคัญที่มีผลต่อการเข้าถึงยาของประชาชน และการบริหารจัดการงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่าง โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 ได้กำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้างไว้ 3 วิธีหลัก ได้แก่

  1. วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป (General Invitation/ Open Bidding) ซึ่งเป็นวิธีการเปิดเผยเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วไปที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขมายื่นข้อเสนอ โดยแบ่งเป็น 3 วิธีย่อย คือ วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Market) วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) และวิธีสอบราคา (Price inquiry)
  2. วิธีคัดเลือก (Selective Method) เป็นวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการเชิญชวนเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขเข้ามายื่นข้อเสนอ ซึ่งต้องมีรายชื่อผู้เสนอไม่น้อยกว่า 3 ราย
  3. วิธีเฉพาะเจาะจง (Specific Method/ Direct Contracting) เป็นการเชิญผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขเข้ามายื่นข้อเสนอโดยตรง ถ้ามูลค่าไม่เกิน 500,000 บาท หรือมีความจำเป็นตามที่กฎหมายกำหนด

การเลือกใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างจะขึ้นอยู่กับวงเงินงบประมาณ ความซับซ้อนของพัสดุ และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปเป็นอันดับแรก เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขของการใช้วิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจง

ขั้นตอนการจัดซื้อยา
วิธีการจัดซื้อยา 3 วิธีการหลัก
ขั้นตอนที่เภสัชกรโรงพยาบาลจำเป็นต้องทำสำหรับกระบวนการจัดซื้อยาเพื่อเข้ามาใช้ในโรงพยาบาล

บทบัญญัติพิเศษสำหรับการจัดซื้อยา

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 และ กฎกระทรวงกำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 ได้กำหนดให้การจัดซื้อยาบางรายการต้องดำเนินการในลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากพัสดุทั่วไป ดังนี้

  1. ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Medicines) ยาตามชื่อสามัญ และยาที่มีผู้ผลิตน้อยราย โดยให้จัดซื้อจากองค์การเภสัชกรรม (GPO) หรือโรงงานเภสัชกรรมทหาร ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของการจัดซื้อยากลุ่มนี้ในแต่ละปีงบประมาณ
  2. ยาและเวชภัณฑ์ที่ได้ขึ้นบัญชีนวัตกรรม ให้ดำเนินการจัดซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยต้องจัดซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ได้ขึ้นบัญชีนวัตกรรมทั้งหมดในปีงบประมาณ
  3. ยาที่มีความจำเป็นและยากลุ่มเป้าหมายที่มิได้อยู่ในบัญชีข้อ 1 และ 2 สามารถจัดซื้อโดยวิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจง แต่ต้องแจ้งให้องค์การเภสัชกรรม หรือโรงงานเภสัชกรรมทหารทราบ

โอกาสและความท้าทายของบริษัทยา

การที่ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 ให้สิทธิพิเศษแก่องค์การเภสัชกรรม และโรงงานเภสัชกรรมทหารในการขายยาบางกลุ่ม ถือเป็นความท้าทายสำคัญของบริษัทยาเอกชนในการแข่งขันกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในตลาดยาโรงพยาบาลรัฐที่มีมูลค่าการจัดซื้อสูง

อย่างไรก็ตาม บริษัทยายังมีโอกาสในการเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม หรือยาที่มีคุณภาพสูงกว่ายาทั่วไป เพื่อให้ได้รับการบรรจุในบัญชียาของโรงพยาบาล โดยอาศัยหลักฐานทางวิชาการที่แสดงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการรักษา รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นกับบุคลากรทางการแพทย์

นอกจากนี้ บริษัทยายังสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังตลาดภาคเอกชน เช่น คลินิกแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน ร้านยา รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เรื่องโรคและการรักษาให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นความต้องการใช้ยา โดยใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม และสอดคล้องกับกฎหมายและจริยธรรมทางการตลาด

ดังนั้นบทบาทสำคัญของเภสัชกรการตลาดและทีมขายในบริษัทคือการให้ข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นกับโรงพยาบาลได้ว่า ยาของบริษัทมีความคุ้มค่าและเหมาะสมกับผู้ป่วยอย่างแท้จริง แม้จะมีราคาสูงกว่ายาทั่วไปก็ตาม นอกจากนี้การมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางการรักษา (treatment guideline) ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ การสนับสนุนงานวิจัยและกิจกรรมวิชาการต่าง ๆ ก็จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ (brand image) และความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทและผลิตภัณฑ์ได้

นอกเหนือจากตลาดยาภาครัฐแล้ว บริษัทยายังสามารถขยายตลาดไปยังภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นคลินิกแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน หรือร้านยา โดยการสร้างความสัมพันธ์ มอบประสบการณ์ที่ดี (customer experience) และการบริการที่เป็นเลิศ (excellent service) ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้

นอกจากนี้ การสื่อสารการตลาด (marketing communication) โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษาแก่ประชาชน (disease awareness) ผ่านสื่อต่าง ๆ รวมถึงสื่อดิจิทัล (digital media) ก็สามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดการรับรู้และไปขอรับการรักษาจากแพทย์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดยาโดยรวมขยายตัว ถึงแม้ว่าจะต้องระมัดระวังในเรื่องกฎหมายและจริยธรรมการโฆษณาก็ตาม

สุดท้ายนี้ ผมขอฝากคำถามให้ทุกท่านได้ไปคิดต่อครับว่า ในฐานะเภสัชกรการตลาด ท่านคิดว่าบริษัทของท่านควรปรับตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ และหา positioning ที่เหมาะสมในตลาดยาภาครัฐและภาคเอกชน อะไรคือจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT) ในบริบทของบริษัท และท่านจะวางกลยุทธ์หรือกิจกรรมทางการตลาดอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้อย่างเหมาะสม และบริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบของกฎหมายและจริยธรรมวิชาชีพ

บทสรุป

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้ใช้ยา นอกจากจะช่วยสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณแล้ว ยังเป็นโอกาสในการส่งเสริมการเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชน และการพัฒนานวัตกรรมยาของไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังมีความท้าทายในการตีความและการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันที่เป็นธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกำกับดูแล และพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป

ของแถม (MindMapping สรุปภาพรวม)

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?
ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

0 Comments

Ready to Connect Innovation and Healthcare?

พร้อมที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของคุณกับการสร้างระบบสุขภาพที่ดีหรือยังครับ?

ติดต่อเราวันนี้เพื่อปรึกษาว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพของคุณเติบโตได้อย่างไร

คุยกับทีมงาน